หนังสือเรื่อง คุณถามบ่อยจัง

 

คุณถามบ่อยจัง

สารบัญ

     1 คำถามทั่วๆ ไป
          1.1 หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเยอรมันแบ่งออกเป็นอย่างไร?
          1.2 สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของเยอรมันมีอะไรบ้าง?
          1.3 เรียนที่ Universitaet หรือ Fachhochschule...แบบไหนดีกว่ากัน?
          1.4 ก่อนมาเรียนที่เยอรมันต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
          1.5 เรียนที่เยอรมันต้องใช้เงินเท่าไหร่?
          1.6 เรียนฟรีที่เยอรมัน... จริงหรือ?
          1.7 มาเรียนที่เยอรมันแล้วจะทำงานไปด้วย ได้หรือไม่?
          1.8 ขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนและทำงานวิจัยในเยอรมันได้ที่ไหน?

     2 คำถามสำหรับนักเรียนภาษา
          2.1 เรียนภาษาเยอรมันที่ไหนดี?
          2.2 สอบภาษาเยอรมันตัวไหนเพื่อใช้สมัครเข้าที่ที่อยากเรียน?

     3 FAQ สำหรับนักเรียน ป.ตรี-โท
          3.1 Studienkolleg คือ อะไร? ใครต้องเรียน Studienkolleg บ้าง?
          3.2 จะสมัครเข้า Studienkolleg และ มหาวิทยาลัย ต้องทำอย่างไร?
          3.3 ถึงเวลาเลือกมหาวิทยาลัย...จะเลือกอย่างไรดี?
          3.4 เชื่อ Ranking ไหนดี? เชื่อได้จริงหรือ?

     4 FAQ สำหรับนักเรียน ป.เอก
          4.1 ทำปริญญาเอกที่เยอรมันมีลักษณะอย่างไร?
          4.2 เลือกโปรเฟสเซอร์อย่างไร ให้ปลอดภัยกับตัวเอง?
          4.3 นักศึกษาปริญญาเอกจะประกันสุขภาำพอย่างไร, ที่ไหนดี?

 
ประเภทหนังสือ

ทั่วไป

 
 

1 คำถามทั่วๆ ไป

[top] image

1.1 หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเยอรมันแบ่งออกเป็น อย่างไร?
1.2 สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของเยอรมันมีอะไรบ้าง?
1.3 เรียนที่ Universität หรือ Fachhochschule...แบบไหนดีกว่ากัน?
1.4 ก่อนมาเรียนที่เยอรมันต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
1.5 เรียนที่เยอรมันต้องใช้เงินเท่าไหร่?
1.6 เรียนฟรีที่เยอรมัน... จริงหรือ?
1.7 มาเรียนที่เยอรมันแล้วจะทำงานไปด้วย ได้หรือไม่?
1.8 ขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนและทำงานวิจัยในเยอรมันได้ที่ไหน?

1.1 หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเยอรมันแบ่งออกเป็นอย่างไร?

image [top] image

สืบเนื่องจากการทำสนธิสัญญาโบโลนญาในทวีปยุโรป ทำให้ประเทศเยอรมนี (รวมถึงประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป) ต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยเป็น Bachelor และ Master (ยกเว้นสาขาวิชาแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กฎหมาย ครุศาสตร์ และศิลปกรรม) โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2553
สำหรับรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงนี้ ทาง สนทย. เคยนำไปเป็นหัวข้อเสวนาวิชาการในงาน Berlin 2 in 1 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดไฟล์ PowerPoint ที่ทาง สนทย. ใช้ประกอบงานเสวนาวิชาการได้ ที่นี่ (ไฟล์ PDF ขนาด 544 KB)
สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรเก่า ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากข้างล่างนี้เช่นกัน

หลักสูตรดั้งเดิมของเยอรมันนั้น แบ่งระดับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับแรก Diplom, Magister Artium และ Staatexamen ซึ่งเทียบเท่ากับปริญญาโท
    • Diplom คือหลักสูตรจบการศึกษาของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศาสตร์ส่วนใหญ่ เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ การเรียนหลักสูตร Diplom จะแบ่งออกเป็นสองขั้น คือ ขั้นพื้นฐาน หรือ Grundstudium ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 เทอม (2 ปี) เมื่อจบขั้นนี้จะได้วุฒิที่เรียกว่า Vordiplom ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจบอุดมศึกษาอย่างเป็นทางการ ขั้นที่สอง คือ ขั้นหลัก หรือ Hauptstudium ใช้เวลาประมาณ 5-6 เทอม ซึ่งในขั้นนี้จะมีการสอบที่เรียกว่า Diplompruefung
      การเรียนหลักสูตร Diplom จะเน้นเรียนเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง โดยนักศึกษาซึ่งอยู่ใน Hauptstudium สามารถเลือกเรียนได้จากวิชาเฉพาะทาง (Vertiefungsfach) และวิชาเลือกบังคับ (Wahlpflichtfach)ก่อนจบจะต้องเขียนงานซึ่งเรียกว่า Diplomarbeit ซึ่งในระยะเวลาที่เขียนมักจะได้เข้าร่วมทำงานวิจัย เวลาที่ใช้เขียนอยู่ระหว่าง 6-12 เดือน

    • Magister Artium เป็นหลักสูตรของนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ของบางมหาวิทยาลัย การเรียน Magister มีวิชาหลัก (Hauptfach) 2 วิชา หรือ วิชาหลัก 1 วิชา และวิชารอง (Nebenfach) 2 วิชา การสอบจบหรือที่เรียกว่า Magisterpruefung นั้นประกอบไปด้วยวิทยานิพนธ์และข้อสอบปากเปล่าของวิชาที่เรียน

    • Staatexamen คณะที่ใช้หลักสูตร Staatexamen คือ คณะที่ผลิตบุคลากรที่จะเข้ารับราชการของเยอรมัน เช่น ครู ผู้พิพากษา และวิชาชีพที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ เช่น กฎหมาย แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ เป็นต้น

      หลักสูตร Staatexamen แบ่งเป็น 2 ขั้น เช่นเดียวกับหลักสูตร Diplom แต่สำหรับ Staatexamen จะใช้ชื่อว่า Erstes Staatexamen ซึ่งมีข้อสอบก่อนจะผ่านขั้นนี้ที่เรียกว่า Zwischenpruefung และ Zweites Staatexamen ซึ่งมีการสอบจบกับตัวแทนของรัฐและกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่เรียน

  • ระดับที่สอง Promotion หรือ ปริญญาเอก

    การทำปริญญาเอกสามารถทำได้เมื่อจบหลักสูตรที่เทียบเท่า Diplom, Magister Artium หรือ Staatexamen โดยเกรดเฉลี่ยจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยปกติจะใช้เวลาทำปริญญาเอกประมาณ 3-5 ปี การจบจะต้องมีวิทยานิพนธ์ (Dissertation) และการสอบปากเปล่า รายละเอียดในการสมัครและการทำปริญญาเอกจะเขียนถึงต่อไปในหัวข้อเกี่ยวกับนักศึกษาปริญญาเอก


1.2 สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของเยอรมันมีอะไรบ้าง?

image [top] image

ในเยอรมันมีการแบ่งสถานศึกษาออกเป็นหมวดหมู่ ดังนี้

  • Universitaet หรือ มหาวิทยาลัย (ทั่วๆ ไป) สามารถเปิดสอนได้ทุกสาขาวิชา

  • Technische Universitaet และ Technische Hochschule หรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ซึ่งแต่เดิมเปิดสอนเฉพาะวิชาทางสายวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยเหล่านี้หลายๆ แห่งได้เปิดสอนคณะทางสายศิลป์มากขึ้น แต่สาขาที่เด่นๆ มักจะเป็นสาขาเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เหมือนเดิม

  • Fachhochschule หรือมหาวิทยาลัยวิชาชีพ เน้นการเรียนการสอนทางภาคปฏิบัติ

  • Musik- und Kunsthochschule หรือ มหาวิทยาลัยสำหรับดนตรีและศิลปะ

  • สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นๆ เช่น Paedagogische Hochschule หรือมหาวิทยาลัยครู, Universitaeten-Gesamthochschule ซึ่งรวม Universitaet, Paedagogische Hochschule, Fachhochschule และบางแห่งยังรวม Musik- und Kunsthochschule เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้นักศึกษามีโอกาสเลือกสาขาวิชาและหลักสูตรจบได้อย่างหลากหลาย

นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง เช่น Tieraerztliche Hochschule หรือ มหาวิทยาลัยสำหรับสัตวแพทย์ ที่เมือง Hannover, Medizinische Hochschule มหาวิทยาลัยสำหรับแพทยศาสตร์ ที่เมือง Luebeck, Sporthochschule หรือ มหาวิทยาลัยทางด้านกีฬา ที่เมือง Koeln หรือเมืองโคโลญน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ เพื่อนๆ ที่สนใจมาเรียนทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ สามารถเข้าไปอ่านบทความ เรียนศิลปะที่เยอรมนี (Kunststudium) ในส่วนของ Recommended ของแนะแนวการศึกษาได้ค่ะ

1.3 เรียนที่ Universitaet หรือ Fachhochschule...แบบไหนดีกว่ากัน?

image [top] image

การจะตัดสินใจเลือกว่าจะเรียนที่สถานศึกษาแบบไหนนั้น คงขึ้นอยู่กับความต้องการและจุดมุ่งหมายในการประกอบวิชาชีพของแต่ละคน นักศึกษาไทยส่วนใหญ่มักจะเลือกเรียนใน Uni และ FH เราจึงอยากนำเสนอความแตกต่างของสถานศึกษาทั้งสองนี้ค่ะ

  • Universitaet (เรียกสั้นๆ ว่า Uni ออกเสียงว่า อู นี่ ในที่นี้หมายความรวมถึง Technische Hochschule และ Technische Universitaet ด้วย) หรือมหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาที่เน้นการเรียนการสอนทางด้านวิชาการและการวิจัย ผู้ที่จบจาก Uni จะได้รับปริญญา คือ Diplom, Magister Artium หรือ Staatexamen ซึ่งเทียบเท่ากับการจบปริญญาโท การทำปริญญาเอกสามารถทำได้ใน Uni เช่นกัน  การเรียนใน Uni แม้จะมีกฎแน่นอนว่าต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะจบ แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาก็มีโอกาสเลือกวิชาที่เรียนได้หลากหลาย การเรียนค่อนข้างเป็นอิสระขึ้นอยู่กับความสนใจของนักเรียนเอง

  • Fachhochschule (ย่อว่า FH ออกเสียงว่า เอฟ ฮา) หรือ มหาวิทยาลัยวิชาชีพ เป็นรูปแบบของมหาวิทยาลัยที่มีเฉพาะในเยอรมัน มีหลักสูตรซึ่งจบเร็วกว่า Uni ประมาณ 2-4 เทอม อย่างไรก็ตาม ปริญญาที่ได้จาก FH คือ Diplom (FH) เทียบได้กับปริญญาตรี และไม่มีหลักสูตรปริญญาเอกใน FH

การเรียนใน FH จะเน้นทางด้านปฏิบัติ โดยปกติแล้วจะมีภาคการศึกษาที่ให้นักเรียนได้ไปฝึกงานในบริษัทหรือในอุตสาหกรรม ที่เรียกกันว่า Praxissemester ข้อดีของ FH คือ การสอบจะมีก่อนปิดภาคเรียนประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นนักศึกษาจะมีเวลาปิดภาคเรียนซึ่งสั้นกว่า Uni แต่เป็นการปิดภาคเรียนที่แท้จริง ไม่ได้ปิดเพื่อสอบแบบ Uni โดยส่วนใหญ่ นอกจากนี้ใน FH จะมีการเรียนในกลุ่มเล็กๆ และเนื้อหาที่เรียนจะเน้นไปทางปฏิบัติสำหรับวิชาชีพนั้นๆ ไม่ลงลึกในทางทฤษฎีเหมือนใน Uni เมื่อจบ Diplom FH แล้ว ยังมีโอกาสศึกษาต่อในหลักสูตร Master หรือ Diplom Uni ได้ โดยต้องทำเรื่องขอเทียบวิชากับคณะที่ต้องการเข้าเรียน และหากมีผลการเรียนที่ดีมาก ก็มีโอกาสเข้าศึกษาต่อปริญญาเอกได้ทันที โดยอาจต้องเรียนวิชาบางวิชาเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก การได้ Diplom จาก Uni หรือเทียบเท่า มักจะเป็นข้อได้เปรียบ เพราะจะได้รับการยอมรับจากโปรเฟสเซอร์ และไม่ต้องเสียเวลาไปลงเรียนวิชาเพิ่มเติมอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น อีกทั้งการจะได้ต่อปริญญาเอกโดยทันทีของ Diplom FH เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ นอกจากนี้การทำปริญญาเอกคือการวิจัยเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ที่จบจาก Uni ซึ่งมีการปูพื้นฐานทางด้านงานวิจัยและการเรียนซึ่งลงลึกไปในทางทฤษฎีน่าจะปรับตัวได้ดีกว่า

 


1.4 ก่อนมาเรียนที่เยอรมันต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

image [top] image

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะมาเรียนที่เยอรมัน เพื่อนๆ ก็คงต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบ เพื่อยื่นเรื่องขอทำหนังสือเดินทางและวีซ่า (เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุด...ห้ามลืมเอาติดตัวมาเด็ดขาด!! :-), เอกสารสำหรับใช้สมัครเข้าเรียนเมื่อมาถึงเยอรมันแล้ว และเอกสารอื่นๆ ที่ควรนำติดตัว


การขอหนังสือเดินทางต้องใช้เอกสาร ดังนี้

  • บัตรประชาชนที่มีเลข 13 หลัก ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาประกอบ 
  • ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
  • สำหรับผู้ที่อายุ 15-20 ปี ต้องมีหนังสือรับรองจากบิดาและมารดา หรือผู้ปกครอง
  • สำหรับผู้ที่อายุไม่ถึง 15 ปี ต้องมีบิดาและมารดา หรือผู้ปกครองมาแสดงตัว
รายละเอียดการขอหนังสือเดินทางสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.mfa.go.th/web/71.php

การยื่นเรื่องขอวีซ่าเยอรมันสำหรับนักเรียนมีสองแบบด้วยกัน คือ การขอวีซ่านักเรียน (Studentenvisum) ซึ่งผู้ขอได้รับใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว และวีซ่าสำหรับผู้ที่จะมาสมัครเข้าเรียนที่เยอรมัน (Visum fuer Studienbewerber) ซึ่งเป็นวีซ่าที่มีอายุ 3 เดือนแล้วสามารถมาต่อที่เยอรมันได้

ผู้ทำเรื่องขอวีซ่าต้องยื่นเอกสารดังนี้

  • หนังสือเดินทางฉบับจริง
  • รูปถ่ายติดหนังสือเดินทาง 2 รูป
  • แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าสำหรับระยะเวลาเกิน 3 เดือน ที่กรอกข้อความครบถ้วน 2 ชุด (ดาวน์โหลดได้จากเวบไซด์ด้านล่าง)
  • หลักฐานการเงินซึ่งแสดงว่าสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพำนักอยู่ในเยอรมันได้ โดยนักเรียนทุนรัฐบาลสามารถขอหนังสือรับรองการเป็นนักเรียนทุนได้ที่ ก.พ., นักเรียนทุนส่วนตัวสามารถขอหนังสือรับรองทางการเงินเป็นภาษาอังกฤษจากธนาคารที่ผู้ปกครองมีบัญชีอยู่ (ค่าใช้จ่ายในเยอรมันประมาณ 600 Euro ต่อเดือน ดังนั้นควรมีหลักฐานว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมันได้อย่างต่ำ 3 เดือน นั่นคือ ควรมีเงินติดบัญชีเป็นอย่างต่ำ 1,800 Euro)

    Tip เนื่องจากเพื่อนๆ จะได้วีซ่าในครั้งแรกแค่ 3 เดือน แล้วต้องมาต่อที่เยอรมันอีกรอบ จึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ที่เป็นนักเรียนทุนส่วนตัวขอแบบฟอร์มซึ่งเรียกว่า Verflichtungserklaerung จากสถานทูตเยอรมัน ซึ่งมีลายเซ็นต์ของผู้ที่จะสนับสนุนทางการเงินเมื่อมาเรียนที่เยอรมัน แล้วนำเอกสารอันนี้ติดตัวมาที่เยอรมันด้วย เพื่อความสะดวกในการต่อวีซ่า

  • สำหรับผู้ที่สมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ให้นำใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย (Zulassung) ไปแสดง
  • ผู้ที่ยังไม่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ให้นำหนังสือแจ้งการสมัครเข้าเรียนคอร์สภาษาเยอรมันเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยคอร์สภาษาต้องเป็นหลักสูตรเร่งรัดที่เรียนอย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ผู้ที่อายุไม่ถึง 20 ปี ต้องนำหนังสือยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองไปแสดง สามารถไปทำเรื่องได้ที่สถานีอำเภอ หรือที่ว่าการเขต ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
  • เอกสารและหลักฐานทุกชิ้นต้องถ่ายสำเนามาด้วย 2 ชุด

    หากเพื่อนๆ ต้องการมาศึกษาต่อที่เยอรมัน   ควรเดินทางเข้าประเทศเยอรมันด้วยวีซ่าสองแบบนี้ ไม่ใช่วีซ่านักท่องเที่ยว (Touristvisum) หรือวีซ่าเชงเกน เพราะจะไม่สามารถเปลี่ยนวีซ่านักท่องเที่ยวเป็นวีซ่านักเรียนได้ที่เยอรมัน ต้องกลับไปทำเรื่องเปลี่ยนที่สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทยเท่านั้น

    รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับการทำวีซ่าสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.bangkok.diplo.de/th/Startseite.html

     

เอกสารสำหรับใช้สมัครเข้าเรียนมหาวิยาลัยหรือ Studienkolleg มีดังนี้

  • ใบแสดงผลการเรียนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ (Transcript) ซึ่งขอได้จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษา
  • ใบรับรองการสำเร็จการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ (สำหรับนักเรียนที่จบ ม. 6 สามารถทำเรื่องขอได้ที่กระทรวงศึกษาธิการ)
  • หนังสือรับรองความรู้ภาษาเยอรมัน (ถ้ามี)
เอกสารอื่นๆ เช่น
  • ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรนำหนังสือยินยอมให้เปิดบัญชีธนาคารจากบิดาและมารดา (ถ้าเป็นไปได้จากทั้งสองคน!!) หรือผู้ปกครอง โดยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือเยอรมันก่อน และต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตเยอรมัน นอกจากนี้ ควรถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนพร้อมฉบับแปลของบิดามารดา หรือผู้ปกครองมาด้วย
  • หนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าฉบับจริงและสำเนา
รายละเอียดการเตรียมตัวที่น่าสนใจอื่นๆ เพื่อนสามารถเข้าไปดูได้ในส่วนของ  Recommended จากบทความ  น้องใหม่เตรียมตัว : ก่อนเดินทาง, น้องใหม่เตรียมตัว: อยู่เยอรมนี, น้องใหม่เตรียมตัว: ในรั้วมหาวิทยาลัย

1.5 เรียนที่เยอรมันต้องใช้เงินเท่าไหร่?

image [top] image

ค่าใช้จ่ายทั่วไปของนักศึกษาในเยอรมันคือ ค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน ค่าประกันสุขภาพ ค่าอาหาร ค่าหนังสือเรียน ค่าเดินทาง และค่าจิปาถะอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน หากจะถามว่าอยู่ที่เยอรมันแพงมั๊ย คงต้องถามกลับไปว่า จะมาอยู่ที่เมืองอะไร เช่น ถ้าอยู่เมืองใหญ่ๆ และมีความสำคัญโดยเฉพาะทางตอนใต้ อย่าง มิวนิค สตุทการ์ท ไฟรบวร์ก ค่าครองชีพมักจะสูงกว่าที่อื่นๆ โดยเฉพาะค่าเช่าบ้าน แต่ถ้าอยู่เมืองทางฝั่งตะวันออก หรือแม้กระทั่งเมืองหลวงอย่างเบอร์ลิน เพื่อนๆ ก็สามารถหาที่พักและซื้อหาอาหารได้ในราคาย่อมเยากว่าเมืองในละแวกที่กล่าวมาข้างต้น โดยปกติแล้วนักศึกษาจะใช้เงินประมาณ 600-900 Euro ต่อเดือน ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายของนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2548 เป็นข้อมูลที่อ้างอิงมาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน (ก.พ.)

  • ระดับเรียนภาษา

    • ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 410 Euro
    • ค่าเล่าเรียนรวมค่าที่พักและอาหารเช้า ประมาณปีละ 18,500 Euro
    • ค่าหนังสือ, อุปกรณ์การศึกษา และค่าประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่าย ปีละ 1,230 Euro

    ทั้งนี้ ค่าเล่าเรียนซึ่งอาจทำให้หลายๆ คนตกใจ ก็คือ ค่าคอร์สเรียนภาษาเยอรมันของสถาบันเกอเธ่ (Goethe-Institut) หากเพื่อนๆ เรียนที่โรงเรียนสอนภาษาอื่นๆ ราคาก็จะแตกต่างกันไป เพื่อนๆ สามารถไปหาข้อมูลได้ในหัวข้อที่เกี่ยวกับโรงเรียนสอนภาษาครับ

  • ระดับเตรียมมหาวิทยาลัย (Studienkolleg)

    • ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 880 Euro
    • ค่าหนังสือ, อุปกรณ์การศึกษา และค่าประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่าย ปีละ 1,680 Euro

  • ระดับปริญญาตรี-โท-เอก

    • ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 980 Euro
    • ค่าหนังสือ, อุปกรณ์การศึกษา และค่าประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่าย ปีละ 2,260 Euro
อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายที่ยกตัวอย่างมานั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นั่นคือไม่จำเป็นต้องทำงานเพิ่มเติมก็สามารถใช้ชีวิตในประเทศเยอรมันได้อย่างไม่ขัดสน สำหรับค่าเล่าเรียนของนักเรียนระดับเตรียมมหาวิทยาลัยและระดับปริญญานั้น แตกต่างกันออกไปตามเมืองและรัฐ และทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ที่เยอรมันนั้น เรียนฟรีจริงหรือ ซึ่งจะขอยกไปตอบในหัวข้อถัดไปนะครับ

1.6 เรียนฟรีที่เยอรมัน... จริงหรือ?

image [top] image

โดยปกติ ​ในแต่ละ​ภาคการศึกษานั้น นักศึกษา​ต้อง​จ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียมมหาวิทยาลัย​ ​ค่าธรรมเนียมกองกิจการนักศึกษา​ (Studentenwerk) ​และ​อื่นๆ​ ​ซึ่ง​เรียกรวม​กัน​ว่า​ Verwaltungsgebühr ​ค่า​ใช้​จ่ายนี้​อยู่​ที่ประมาณ​ 50-200 Euro ​แตกต่าง​กัน​ไปตามมหาวิทยาลัย​ ​บางมหาวิทยาลัยก็รวมค่าตั๋วรถที่วิ่ง​ใน​เมือง​และ​เมือง​ใกล้​เคียง​อยู่​ใน​ Verwaltungsgebühr ​นี้​แล้ว​

สำหรับคำถามที่ว่า แล้วถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน (Studiengebühr) เพิ่มอีกแล้วใช่หรือไม่  หากถามคำถามนี้เมื่อสักสองปีที่แล้วก็คงยังตอบได้ว่าจริงอยู่ แต่ตอนนี้ก็คงต้องตอบว่าจริงแค่บางส่วนครับ เพราะว่าตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมัน ได้ประกาศให้ยกเลิกการห้ามเก็บค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 นั้น ทำให้นักศึกษาในหลายๆ รัฐต้องเสียค่าเรียน (ยกเว้นนักศึกษาปริญญาเอก) ลองดูแผนที่ข้างล่างนี้พร้อมคำอธิบายก่อนนะครับ


หมายเหตุ: รัฐ Hessen ประกาศยกเลิกการเก็บค่าเล่าเรียนแล้ว ตั้งแต่ Wintersemester 2008/09

คำอธิบาย:
  •       รัีฐที่มีการเก็บค่าเล่าเรียนตั้งแต่ Sommersemester 2007 ภาคละ 500 ยูโร
  •       รัีฐที่มีการเก็บค่าเล่าเรียนตั้งแต่ Wintersemester 2007/08 ภาคละ 500 ยูโร
  •       รัฐที่เก็บค่าเล่าเรียนเฉพาะ Langzeitstudierende (ดูคำอธิบายเพิ่มเติม) ภาคละ 500 ยูโร
  •       รัีฐที่ยังไม่มีนโยบายเก็บค่าเล่าเรียน
  •       รัฐ Bremen เก็บค่าเล่าเรียนเฉพาะนักศึกษาซึ่งมีที่อยู่หลักในเมือง Bremen และศึกษานานเกิน 14 ภาคการศึกษา หรือในกรณีอื่นเกิน 2 ภาคการศึกษา ภาคละ 500 ยูโร
  •       รัฐ Rheinland-Pfalz เก็บค่าเล่าเรียนเฉพาะนักศึกษาที่ศึกษานานเกิน 14 ภาคการศึกษา ภาคละ 650 ยูโร หรือนักศึกษาที่มีที่อยู่หลักนอกรัฐนี้ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 2 ภาคละ 500 ยูโร
เพิ่มเติม:
  • Langzeitstudierende หมายถึง นักศึกษาที่ศึกษาเกินระยะเวลาที่กำหนดนานกว่า 4 ภาคการศึกษา
  • สำหรับนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ อาจมีการเก็บค่าเรียนในอัตราอื่น ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยของแต่ละรัฐ
  • * รัฐ Niedersachsen จะเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับ Langzeitstudierende
  • ** รัฐ Saarland เก็บค่าเล่าเรียนภาคละ 300 ยูโรในภาคการศึกษา 2 ภาคแรก ภาคอื่นๆ เก็บตามปกติ
  • *** รัฐ Sachsen มีการเก็บค่าเรียนเฉพาะนักศึกษาที่ทำ Diplom ใบที่สอง ภาคละ 300 - 450 ยูโร ในบางกรณี
  • ในหลายๆ รัฐ อาจมีการปรับขึ้นค่าเล่าเรียนอีกในอนาคต
  • นักเรียน Studienkolleg จากการสอบถามในหลายๆ ที่ ยังไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมรวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อย เพื่อนๆ สามารถ ดูรายละเอียดได้ ในส่วนของข้อมูลของแต่ละเมือง หรือเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่จะเข้าศึกษาต่อครับ

ข้อมูลจาก
www.studentenwerke.de
www.studis-online.de
(ข้อมูลล่าสุดเมื่อมกราคม 2550)

1.7 มาเรียนที่เยอรมันแล้วจะทำงานไปด้วย ได้หรือไม่?

image [top] image

การทำงานในเยอรมันอย่างถูกกฎหมายสำหรับนักเรียนต่างชาตินั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีการจำกัดเวลาที่สามารถทำงานได้ต่อปี เช่น นักเรียนโรงเรียนภาษาห้ามทำงานโดยเด็ดขาด, นักเรียน Studienkolleg สามารถทำได้ขณะปิดภาคเรียนเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 90 วัน ต่อปี และนักเรียนมหาวิทยาลัยสามารถทำงานได้ทั้งปีรวมกันแล้วไม่เกิน 90 วัน ต่อปี

อย่างไรก็ตาม นักเรียนในมหาวิทยาลัยสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับอาจารย์หรือทำงานใน Institute ของมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ ซึ่งที่เยอรมันเรียกกันว่า studentische Hilfskraft หรือ Hiwi (ออกเสียงว่า ฮี วี่) ซึ่งเวลาที่ทำงาน Hiwi นี้จะไม่นำไปนับรวมกับ 90 วัน ที่เขียนไว้ข้างต้น การหางาน Hiwi หาได้จากประกาศในคณะ, ทางเวบไซด์ของมหาวิทยาลัย หรือเข้าไปถามอาจารย์โดยตรง ค่าจ้างประมาณ 7-8 Euro ต่อชั่วโมง แตกต่างกันไปตามรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีงานในร้านอาหารไทย หรืองานอื่นๆ ซึ่งบางร้านก็จ้างนักเรียนให้ไปทำโดยที่ทางราชการไม่ได้รับรู้ ฉะนั้น จึงไม่ได้นับรวมอยู่ใน 90 วัน ที่เขียนไว้ข้างต้น อย่างไรก็ตาม งานเหล่านี้ถือว่าเป็นงานที่ไม่ถูกกฎหมาย (Schwarzarbeit) ค่ะ

อาจกล่าวได้ว่า การทำงานระหว่างเรียนที่เยอรมันสำหรับนักเรียนไทยส่วนใหญ่นั้น คือการหาเงินค่าขนมเพิ่มเติมจากเงินที่มีอยู่แล้ว มิใช่การหาเลี้ยงชีพอย่างแท้จริง


สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อมูลสำหรับผู้ที่อยากเรียนต่อพร้อมกับหางานทำไปด้วย ไ้ด้ในส่วนของ Recommended ของแนะแนวการศึกษาค่ะ

 


1.8 ขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนและทำงานวิจัยในเยอรมันได้ที่ไหน?

image [top] image

การขอทุนการศึกษาแบบเต็มหรือแบบที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในเยอรมันโดยไม่ต้องมีเงินสนับสนุนอื่นอีกนั้น เพื่อนๆ ควรทำตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย เพราะโดยปกติ มหาวิทยาลัยในเยอรมันจะไม่จัดหาทุนการศึกษาให้นักเรียน และทุนการศึกษาจากหน่วยงานหรือมูลนิธิต่างๆ ในเยอรมันมักจะจัดสรรให้เฉพาะนักเรียนที่มีสัญชาติเยอรมันเท่านั้น
รายชื่อทุนการศึกษาแบบเต็มซึ่งทางเราสามารถหามาได้ มีดังนี้

  • ทุนรัฐบาล เป็นทุนที่มีข้อผูกมัด ต้องกลับไปรับราชการเป็นเวลาสองเท่าของเวลาที่มาอยู่ในต่างประเทศ มีทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปริญญาตรี-โท และทุนระดับปริญญาเอก ทุนรัฐบาลมักมีการกำหนดสาขาวิชาที่ต้องเรียนมาแล้ว ผู้ได้รับทุนจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน, ค่าเล่าเรียน, ค่าประกันสุขภาพ , ค่าอุปกรณ์การเรียน และอื่นๆ รายละเอียดเกี่ยวกับทุนรัฐบาลสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.ocsc.go.th/ocscnew3/index.asp

  • ทุน DAAD
    DAAD (ออกเสียงว่า เด อา อา เด) หรือ Deutscher Akademischer Austauschdienst เป็นองค์กรซึ่งบริการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ (และนักศึกษาเยอรมัน) ที่ต้องการไปศึกษาต่อ, ฝึกงาน หรือทำงานวิจัยในประเทศเยอรมนี (ในต่างประเทศ) นอกจากนี้ DAAD ยังมอบทุนการศึกษาสำหรับศึกษาต่อ, ทุนสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกที่ลงทะเบียนในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยแต่ต้องการไปทำวิจัยในเยอรมัน (Sandwich-System), ทุนสำหรับทำงานวิจัยระยะสั้นและระยะยาว, ทุนสำหรับฝึกงาน, และทุนสนับสนุนคณะนักศึกษาที่ต้องการมาเยี่ยมชมสถานศึกษาหรือเข้าร่วมสัมมนาในประเทศเยอรมนี
    ทุน DAAD เป็นทุนซึ่งไม่มีข้อผูกมัด เพื่อนๆ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่

    DAAD Information Center
    18/1 ซ.เกอร์เธ่ ถ. สาธร 1
    กรุงเทพฯ 10120
    โทร. 02-2868708-9
    แฟกซ์ 02-2864845
    เวบไซด์ http://www.daad.or.th/

    ตัวอย่างทุน DAAD ซึ่งมอบให้กับนักศึกษาไทย เช่น

    • ทุน DAAD สำหรับหลักสูตร Postgraduate ผู้สมัครต้องเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือศูนย์วิจัยในประเทศไทย และต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้วยผลการเรียนที่ดี DAAD ให้ทุนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและทำงานวิจัยในเยอรมัน เป็นทุนที่ให้ค่าใช้จ่ายประจำเดือน, ค่าเล่าเรียน และอื่นๆ ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีพในเยอรมัน ระยะเวลาในการให้ทุนคือ 3 ปี ในกรณีพิเศษอาจต่อทุนได้ถึงปีที่ 4

    • ทุน DAAD แบบ "Sandwich-System“ เป็นทุนสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกในเมืองไทยซึ่งต้องการมาทำงานวิจัยในประเทศเยอรมัน โดยการสอบจบปริญญาเอกจะมีขึ้นที่มหาวิทยาลัยที่ศึกษาในเมืองไทย ผู้สมัครจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor) ทั้งจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทย และในเยอรมัน ทุนนี้จะให้เฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพขณะทำงานวิจัยในเยอรมัน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเยอรมันของอาจารย์ที่ปรึกษาจากเมืองไทย ค่าใช้จ่ายประจำเดือนจะได้เท่ากับทุน DAAD สำหรับหลักสูตร Postgraduate ระยะเวลาในการให้ทุน ตั้งแต่ 1 ถึง 2 ปี

    • ทุน Helmholtz-DAAD Fellowships เป็นทุนสำหรับผู้ที่ต้องการทำ Doctor หรือ Postdoctor ตามศูนย์วิจัยในสังกัดของ Helmholtz Gesellschaft ในประเทศเยอรมัน โดยทุนจะให้ค่าใช้จ่ายซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในประเทศเยอรมัน

นอกจากทุนดังกล่าวแล้ว ยังมีทุนการศึกษาอื่นๆ ซึ่งบางทุนก็มอบเงินสนับสนุนการเรียนให้กับผู้ที่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในเยอรมันแล้ว รายชื่อของทุนเหล่านี้อยู่ใน http://www.aaa.uni-karlsruhe.de/english/547.php (เป็นลิงค์จากมหาวิทยาลัยเมืองคาร์ลสรูห์ แต่รายชื่อทุนที่ให้มานั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยใด)

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาทุนการศึกษาอยู่  เราขอแนะนำหนังสือซึ่งรวบรวมรายชื่อทุนต่างๆ ในเยอรมันซึ่งมอบให้กับนักศึกษาต่างชาติ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Studium und Forschung in Deutschland. Foerderungsmoeglichkeiten fuer auslaendische Hochschulangehoerige ในหนังสือเล่มนี้มีรายชื่อทุน, รายละเอียดการรับสมัคร, จำนวนเงินทุน, ระยะเวลาการให้ทุน และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ หนังสือเล่มนี้มีทั้งที่เป็นภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ สามารถไปหามาอ่านได้ที่ DAAD Information Center กรุงเทพฯ ตามที่อยู่ด้านบนค่ะ


 


2 คำถามสำหรับนักเรียนภาษา

image [top] image

2.1 เรียนภาษาเยอรมันที่ไหนดี?
2.2 สอบภาษาเยอรมันตัวไหนเพื่อใช้สมัครเข้าที่ที่อยากเรียน?

2.1 เรียนภาษาเยอรมันที่ไหนดี?

image [top] image

การเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลดีที่สุด คือ การเรียนในประเทศเจ้าของภาษา ดังนั้น หากเพื่อนๆ ท่านใดที่สนใจมาศึกษาต่อที่เยอรมัน และต้องการใช้ภาษาเยอรมันให้คล่องแคล่วก็ควรเลือกมาเรียนภาษาที่ประเทศเยอรมนี การลงเรียนภาษาเยอรมันก่อนที่เมืองไทยย่อมเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรามีพื้นฐานทางด้านภาษามาบ้างเล็กน้อย หากไม่ได้ลงเรียนมาเลย การไปสรรหาตำราสอนภาษาเยอรมันมาฝึกพูดประโยคง่ายๆ ก็ใช้แทนกันได้เช่นกัน

การเรียนภาษาเยอรมันในประเทศเยอรมนีนั้น เพื่อนๆ สามารถเลือกเรียนได้ทั้งในสถาบันสอนภาษาหรือในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนและมาตรฐานการสอนก็จะแตกต่างกันไปตามสถาบัน วิธีที่ดีที่สุด คือ ควรถามผู้ที่เคยเรียนภาษาในสถาบันที่สนใจนั้นๆ หากไม่รู้ว่าจะเรียนที่ไหนแต่รู้ว่าจะมาอยู่ที่เมืองอะไร ก็อาจเขียนเข้ามาถามในเวบบอร์ดของ ส.น.ท.ย. เพื่อให้ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ได้เข้ามาช่วยเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ 

ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างสถาบันสอนภาษาที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากนักเรียนโดยทั่วไป ดังต่อไปนี้

  • Goethe Institut (สถาบันเกอร์เธ่) เป็นสถาบันสอนภาษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีสาขาในหลายๆ เมืองทั่วประเทศประเทศเยอรมัน รวมทั้งในกรุงเทพฯ ด้วย ระดับการสอนและการสอบวัดระดับใน Goethe Institut จะได้รับการยอมรับจากสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมัน Goethe Institut เปิดสอนหลักสูตรภาษาแบบเร่งรัด (Intensivkurs) และหลักสูตรสำหรับเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษา เช่น DSH และ TestDaF

    ภายใน Goethe Institut ทุกสาขา จะมีห้องสมุด และศูนย์สารสนเทศซึ่งให้นักเรียนได้ฝึกหัดภาษาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น จากหนังสือ, ภาพยนตร์ หรือเทปบันทึกเสียง
    นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว Goethe Institut ยังจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ทำร่วมกัน เช่น การจัดโปรแกรมทัศนศึกษาระยะสั้น การเยี่ยมชมสถานที่หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียง การจัดแข่งขันกีฬาระหว่างนักเรียนภาษา การพาไปรู้จักวัฒนธรรมของชาวเยอรมัน เช่น การพาไปนั่งพูดคุยสนทนาพร้อมๆ ไปกับการดื่มเบียร์ ที่เรียกกันว่า Stammtisch หรือจัดโปรแกรมให้นักเรียนได้ไปพักกับครอบครัวชาวเยอรมันในวันหยุด นอกจากนี้ Goethe Institut ยังเปิดบริการจัดหาห้องพักให้นักเรียนในระหว่างที่เรียนภาษา ซึ่งอาจเป็นห้องในหอพักของ Goethe Institut เอง, ในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือ ห้องพักในครอบครัวชาวเยอรมัน
    ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาที่ Goethe Institut อยู่ในระดับที่สูงกว่าสถาบันสอนภาษาทั่วไป ค่าเล่าเรียนราคาประมาณ 945 -1,125 Euro ต่อ 85 คาบเรียน (คาบเรียนละ 45 นาที) หรือประมาณ 4 สัปดาห์ หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://www.goethe.de/enindex.htm นะคะ

  • คอร์สสอนภาษาในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เปิดสอนภาษาเยอรมันเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้สมัคร
    เข้าศึกษาต่อซึ่งได้รับใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้ว ราคาค่าเล่าเรียนมักจะต่ำกว่าสถาบันสอนภาษาเอกชนมาก คอร์สเหล่านี้ในบางมหาวิทยาลัยจะเปิดสอนให้เฉพาะกับผู้ที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษามาบ้างแล้ว หากเพื่อนๆ สนใจเรื่องคอร์สเรียนภาษาในมหาวิทยาลัย สถานที่ที่ควรไปติดต่อที่แรกคือ International Office หรือ Akademisches Auslandsamt (ย่อสั้นๆ คือ AAA ออกเสียงว่า อา อา อา) ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดก่อนในเวบไซด์ของมหาวิทยาลัยก่อน
    ในบางมหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนภาษาเยอรมันให้กับผู้ที่สนใจทั่วไป โดยมีทั้งคอร์สที่เปิดสอนตลอดทั้งปี หรือคอร์สที่เปิดสอนเฉพาะระหว่างปิดภาคเรียน

    ตัวอย่างคอร์สสอนภาษาสำหรับบุคคลทั่วไป เช่น


  • Volkhochschule หรือ ศูนย์การศึกษานอกเวลา ซึ่งมีอยู่เกือบทุกเมืองในเยอรมัน สามารถเลือกเรียนได้ทั้งช่วงเช้า, ช่วงบ่าย หรือช่วงกลางคืน ใน Volkhochschule ส่วนใหญ่จะเปิดสอนภาษาเยอรมันสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ตามเมืองใหญ่ๆ หรือเมืองมหาวิทยาลัยมักมีคอร์สเพิ่มเติมซึ่งเปิดสอนภาษาเยอรมันสำหรับเตรียมสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรขั้นต่างๆ เช่น ZD, ZMP เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเพื่อนๆ คิดจะสมัครเข้าเรียนภาษาใน Volkhochschule มาจากเมืองไทย ก็ควรดูให้แน่ใจก่อนนะคะ ว่าคอร์สนั้นเป็นหลักสูตรเร่งรัดซึ่งใช้เวลาเป็นอย่างต่ำ 20 ชั่วโมงหรือเปล่า เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการขอวีซ่า (ดูรายละเอียดได้ที่หมวด คำถามทั่วๆไป ในหัวข้อการเตรียมเอกสารค่ะ) เวบไซด์ของ Volkhochschule คือ http://www.vhs.de (หามาได้เฉพาะเวบไซด์ที่เป็นภาษาเยอรมันค่ะ)
นอกจากสถาบันสอนภาษาที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสถาบันสอนภาษาเอกชนเปิดสอนอีกมากมาย วิธีหาที่ง่ายที่สุดก็คือ ค้นหาเอาจาก Google แต่แน่นอนว่า การค้นหาอย่างนี้ย่อมไม่รับรองมาตรฐานของสถาบัน เราพอมีตัวอย่างสถาบันเอกชนที่ค่อนข้างเชื่อถือได้มาฝากค่ะ
  • Carl Duisberg Centren (คาร์ล ดุยซ์แบร์ก เซนเทรน) มีลักษณะการสอนและการให้บริการต่างๆ เหมือนกับ Goethe Institut แต่สถาบันสอนภาษา Carl Duisberg Centren มีสาขาเฉพาะในเมือง Berlin, Hannover, Koeln (หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cologne), Dortmund, Muenchen (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Munich), Mannheim, Radolfzell และ Saarbruecken รายละเอียดเกี่ยวกับคอร์สและการลงทะเบียน สามารถเข้าไปดูได้ที่
    http://www.cdc.de/index_en.htm

  • inlingua เปิดสอนเป็นกลุ่มไม่เกิน 15 คน ในบางสาขาก็มีจำนวนนักเรียนต่อชั้นน้อยมาก  เพื่อความแน่ใจ เพื่อนๆ ควรสอบถามในแต่ละสาขาก่อนว่ามีผู้มาสมัครเรียนมากน้อยเพียงใด ใน Inlingua จะเน้นการสอนเพื่อพูดและฟังเป็นหลัก การเข้าเรียนหากพอมีความรู้มาบ้างแล้วก็สามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไม่ต้องรอเปิดคอร์สใหม่ ก่อนเข้าเรียนจะมีการสอบวัดระดับเพื่อจัดห้องเรียนให้ถูกตามระดับความรู้ทางภาษาของผู้สมัคร นอกจากนี้ ในบางสาขาก็มีการเปิดสอนคอร์สสำหรับเตรียมสอบประกาศนียบัตรระดับต่างๆ เช่น ZD, DSH ด้วยเช่นกัน ดูรายละเอียดกันได้ในเวบไซด์ของ Inlingua ค่ะ: http://www.inlingua-deutschland.de/index.php?id=2&l=1

2.2 สอบภาษาเยอรมันตัวไหนเพื่อใช้สมัครเข้าที่ที่อยากเรียน?

image [top] image

เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการสอบ DSH, ZD, ZMP มาบ้างแล้วนะคะ เนื่องจากการเข้าเรียนในแต่ละระดับการศึกษาและแต่ละสถานศึกษา ต้องใช้ผลการสอบวัดผลที่แตกต่างกัน เราจึงอยากสรุปคร่าวๆ ว่า สอบตัวไหน เอาไปใช้ทำอะไร อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดที่เพื่อนๆ สามารถดูได้อย่างแม่นยำว่าตัวเองต้องใช้ข้อสอบวัดผลตัวใดนั้น คือการเข้าไปหาในเวบไซด์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัครเข้าเรียน ซึ่งสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเข้าไปในส่วนของ International Office หรือ Akademischer Auslandsamt ค่ะ

ข้อสอบวัดระดับภาษาเยอรมัน ที่ใช้สำหรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น มีดังนี้ ค่ะ

  • DSH (เด เอส ฮา) หรือ เต็มๆ Deutsche Sprachpruefung fuer den Hochschulzugang auslaendischer Studienbewerber ซึ่งเปิดสอบเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่เยอรมันเท่านั้น โดยมหาวิทยาลัยจะมีการเปิดคอร์สเตรียมตัวสำหรับสอบ DSH ให้นักศึกษาที่ได้ใบตอบรับ (Zulassung) จากมหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้ว หากยังไม่ได้ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยก็สามารถไปเรียนเพื่อเตรียมสอบได้ในสถาบันสอนภาษาหลายๆ แห่ง เช่น Goethe Institut, Volkhochschule บางสาขา, ศูนย์ภาษาของบางมหาวิทยาลัย เป็นต้น

    ข้อสอบ DSH จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยอรมันจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นข้อสอบที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ เป็นผู้ออก ทำให้เนื้อหาของข้อสอบไม่เหมือนกันเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผลสอบ DSH จากทุกมหาวิทยาลัยในเยอรมัน สามารถเอาไปใช้สำหรับสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้

    ตามปกติ มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเปิดสอบ DSH สองครั้งต่อปี คือ 3-4 สัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียนฤดูหนาวและภาคเรียนฤดูร้อน (ภาคเรียนฤดูหนาวเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม, ภาคเรียนฤดูร้อนเริ่มวันที่ 1 เมษายน) โดยมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดตารางการสอบเอง

    การสอบ DSH ประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ การสอบข้อเขียน (ทักษะการฟัง อ่าน และเขียน) ซึ่งใช้เวลารวมประมาณ 3-4 ชั่วโมง และการสอบปากเปล่าซึ่งใช้เวลาเป็นอย่างมาก 20 นาที

    ผลสอบ DSH แบ่งเป็นดังนี้

    • DSH-1 ผลสอบข้อเขียนและ ปากเปล่า อย่างต่ำ 57%
    • DSH-2 ผลสอบข้อเขียนและ ปากเปล่า อย่างต่ำ 67%
    • DSH-3 ผลสอบข้อเขียนและ ปากเปล่า อย่างต่ำ 82%
  • ผลสอบข้อเขียนและข้อสอบปากเปล่าจะไม่สามารถนำมาชดเชยกันได้ โดยผลสอบรวมที่ได้คือผลสอบของส่วนที่ได้คะแนนน้อยกว่า เช่น หากได้ข้อเขียน 60% และปากเปล่า 70% ก็ให้ถือว่าผลสอบ DSH รวมแล้วได้ 60% หรือ DSH-1 นั่นเอง

    โดยปกติ มหาวิทยาลัยจะรับนักศึกษาเข้าเรียน เมื่อได้ผลสอบ DSH-2 เป็นอย่างต่ำ อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ ควรสอบถามจากทางมหาวิทยาลัยให้แน่ใจก่อน ว่าต้องการผลสอบเท่าใด สถานที่ที่ควรไปติดต่อ ก็คือ International Office หรือ Akademischer Auslandamt ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ค่ะ

    รายละเอียดปลีกย่อยของการสอบ DSH ในส่วนของลักษณะข้อสอบ สามารถเข้าไปอ่านได้ในเวบนี้ค่ะ: http://www.daad.de/deutschland/deutsch-lernen/wie-deutsch-lernen/00573.en.html



  • TestDaF (เทสท์ ดาฟ) เต็มๆ คือ "Test Deutsch als Fremdsprache“ เป็นข้อสอบที่เทียบเท่า DSH ข้อดีของการสอบ TestDaF คือ สามารถสอบได้ทั้งที่เมืองไทย และที่เยอรมัน ที่เมืองไทยมีศูนย์สอบคือ Goethe Institut โดยเพื่อนๆ สามารถติดต่อไปทาง

    Goethe-Institut Bangkok
    Sprachabteilung 18/1 ซอยเกอร์เธ่ ถ. สาทร ซอย 1 กรุงเทพฯ 10120
    ผู้รับผิดชอบ: Carsten Grohbruegge 
    Tel.: 02-287-0942 ต่อ 12
    Fax: 02-287-1829
    E-Mail: courses@bangkok.goethe.org
    URL: http://www.goethe.de/bangkok

    การสอบ TestDaF ประกอบไปด้วย การสอบฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งทักษะทั้งสี่จะแยกกันสอบ ในใบประกาศผลสอบจะมีคะแนนของทั้งสี่ส่วนแยกกัน ขณะนี้ มีการเปิดสอบ TestDaF ทั้งหมด 5 ครั้งต่อปี คือ ในเดือนกุมภาพันธ์, เมษายน, มิถุนายน, สิงหาคม และพฤศจิกายน กำหนดการที่แน่นอนสามารถสอบถามได้จากศูนย์สอบ

    ผลสอบของ TestDaF แบ่งเป็นดังนี้

    • TestDaF-Niveaustufe 5 (TDN 5)
    • TestDaF-Niveaustufe 4 (TDN 4)
    • TestDaF-Niveaustufe 3 (TDN 3)

    โดยปกติแล้วมหาวิทยาลัยจะรับผู้สมัครที่ได้ TesfDaF ระดับ TDN 4 จากการสอบทั้ง 4 ทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) เป็นอย่างต่ำ อย่างไรก็ดี บางคณะในบางมหาวิทยาลัย ก็เปิดรับนักศึกษาที่มีผลสอบต่ำกว่า TDN 4 เล็กน้อย รายละเอียดอันนี้เพื่อนๆ คงต้องเข้าไปดูในเวบไซด์ของมหาวิทยาลัยที่อยากสมัครเข้าเรียนค่ะ...เพื่อความแน่นอน

    สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยของการสอบ สามารถเข้าไปดูได้ในเวบไซด์ของ TestDaF Institut ซึ่งมีไฟล์ pdf สำหรับข้อมูลภาษาอังกฤษให้อ่านกันค่ะ ส่วนตัวเวบไซด์จริงๆ นั้นมีเฉพาะภาษาเยอรมัน http://www.testdaf.de/index.php?var=http://www.testdaf.de/html/sprachen/englisch.htm



  • ZD (เซท เด) หรือ Zertifikat Deutsch เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษาระดับพื้นฐาน ปกติจะสอบกันเมื่อเรียนภาษาจบระดับ Grundstufe (แปลว่า ระดับพื้นฐาน) หรือระดับ B1 ข้อสอบจะเน้นการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ประกอบไปด้วยการสอบข้อเขียน (ฟัง อ่าน และเขียน รวมทั้งสิ้น 150 นาที) และการสอบปากเปล่า (ประมาณ 15 นาที) ZD เป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมันประเทศอื่นๆ อย่าง สวิสเซอร์แลนด์ และ ออสเตรีย ด้วย ดังนั้น หากเพื่อนๆ นักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ คิดจะสอบ ZD เอาไว้ ก็ไม่ถือว่าเสียหาย เพราะเพื่อนๆ อาจได้ใช้เวลาจะสมัครหางานทำที่นี่ค่ะ

    การสอบ ZD สามารถสอบได้ทั้งที่เมืองไทย และที่เยอรมัน ที่เมืองไทยศูนย์สอบก็คือ Goethe Institut กรุงเทพฯ การสอบที่เมืองไทย เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องลงคอร์สภาษาเยอรมันที่สถาบัน Goethe ก็ได้ แต่ถ้าจะมาสอบ ZD ที่ Goethe Institut ในเยอรมัน ทางสถาบัน Goethe เค้าบังคับให้เราต้องลงเรียนภาษาที่สถาบัน Goethe ด้วย...ก็เอาไปคิดกันเองนะคะ ว่าแบบไหนจะเหมาะกับตัวเองมากกว่ากัน

    นอกจากในสถาบัน Goethe แล้ว ที่เยอรมันยังมีศูนย์สอบอีกแห่ง คือ Volkhochschule (http://www.vhs.de/)


เรามีตารางที่บอกคร่าวๆ ว่าควรสอบอะไร เมื่อจบชั้นไหน ค่ะ

ระดับชั้นเรียน การสอบหลังจากจบชั้นเรียน (ไม่มีบังคับสอบ...เป็นแค่เแนวทางที่นักเรียนที่เรียนจบขั้นเหล่านี้มักจะสอบกัน)
A1  
A2  
B1  ZD
B2   
C1 ZMP
C2 ZOP, DSH, TestDaF, Kleines Sprachdiplom
  Grosses Sprachdiplom


คราวนี้จะมาแยกเป็นกรณีไปนะคะ ว่าตกลงเพื่อนๆ ต้องสอบข้อสอบชุดใดกันแน่
  • หากจบ ม. 6 หรือเทียบเท่ามา เพื่อนๆ (น่าจะเป็น น้องๆ มากกว่า *g*) ต้องเข้าเรียนใน Studienkolleg ก่อนจึงจะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้...รายละเอียดตรงนี้ เชิญชวนให้เข้าไปดูในส่วนของ Studienkolleg ก่อนค่ะ...

    การสมัครเข้า Studienkolleg นั้น บางแห่งก็กำหนดให้เอาผลสอบ ZD มาประกอบกับเอกสารอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเรามีความรู้ทางภาษาในระดับหนึ่งแล้ว อันนี้ต้องเข้าไปดูในเวบไซด์ของ International Office ของมหาวิทยาลัยที่ Studienkolleg นั้นๆ สังกัดอยู่ค่ะ 

    การสอบจบ Studienkolleg นั้น เรียกกันว่า Feststellungspruefung ซึ่งมีการสอบภาษาเยอรมันรวมอยู่ด้วย เนื้อหาในการสอบอยู่ในระดับเดียวกับข้อสอบ DSH

  • จบปริญญาตรี แล้วต้องการมาต่อ Diplom (หรือ Master หลักสูตรภาษาเยอรมัน): ในกรณีนี้ เพื่อนๆ ต้องใช้ผลสอบ DSH หรือ TestDaF แต่หากเพื่อนๆ ได้สอบผ่านข้อสอบที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ ก็อาจใช้ผลสอบนี้แทนกันได้ค่ะ (ได้ หรือ ไม่ได้...คงต้องถามมหาวิทยาลัยที่สมัครเรียนอีกทีนะคะ เพราะแต่ละที่ก็มีกฎเกณฑ์ต่างกัน)

    1. Kleines Sprachdiplom, grosses Sprachdiplom และ ZOP (Zentrale Oberstufenprüfung) จาก Goethe Institut รายละเอียดในเวบนี้ค่ะ http://www.goethe.de/ins/de/prf/enindex.htm
    2. Deutsche Sprachdiplom (Stufe II) der Kultusministerkonferenz ดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ http://www.daad.de/deutschland/deutsch-lernen/wie-deutsch-lernen/00571.en.html


  • มาต่อปริญญาเอก (สำหรับคนที่จบโทมาจากเมืองไทย) การมาต่อปริญญาเอกที่เยอรมัน เพื่อนๆ ต้องติดต่อไปทาง Professor ที่จะรับเป็นที่ปรึกษาให้ ว่าต้องสอบวัดระดับภาษาเยอรมันด้วยหรือเปล่า หากต้องใช้ ก็มักจะใช้ผลสอบ DSH แต่ถ้าหากตกลงกันว่า จะใช้ภาษาอังกฤษในการทำปริญญาเอกก็ไม่จำเป็นต้องสอบวัดความรู้ภาษาเยอรมันค่ะ

3 FAQ สำหรับนักเรียน ป.ตรี-โท

image [top] image

3.1 ใครต้องเรียน Studienkolleg บ้าง?
3.2 จะสมัครเข้า Studienkolleg และ มหาวิทยาลัย ต้องทำอย่างไร?
3.3 ถึงเวลาเลือกมหาวิทยาลัย...จะเลือกอย่างไรดี?
3.4 เชื่อ Ranking ไหนดี? เชื่อได้จริงหรือ?

3.1 Studienkolleg คือ อะไร? ใครต้องเรียน Studienkolleg บ้าง?

image [top] image

Studienkolleg ถ้าให้อธิบายว่ามันคืออะไร ขอตอบว่า มันเป็นโรงเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย พวกนักเรียนที่จบ ม. หก (เกรดสิบสอง) มา จะต้องเข้าเรียนที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีถ้วน แบ่งเป็นสองเทอม เป็นการรวมเฉพาะนักเรียนต่างชาติเท่านั้น ที่ Studienkolleg เพื่อนๆ จะต้องเรียนวิชาพื้นฐานทั่วๆ ไปด้วย ส่วนจะวิชาใดบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆ ต้องการเรียนคณะอะไรต่อไปในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรียนแต่ภาษาเยอรมันอย่างเดียว อีกอย่าง เพื่อนๆ จะยังไม่มีโอกาสได้พบกับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นคนเยอรมันในตอนนี้ ที่พวกเราต้องมาเรียนใน Studienkolleg นั้น เพราะทางเยอรมันถือว่าระบบการศึกษาเค้ามีสิบสามเกรด มีการสอบจบที่เรียกว่า Abitur เพราะฉะนั้นข้อสอบของ Studienkolleg จะมีระดับเทียบเท่า Abitur ของนักเรียนเยอรมันนั่นเอง แต่มีชื่อเรียกเก๋ไก๋ว่า Feststellungspruefung

แต่ก่อนอื่นผมอยากจะให้เพื่อนๆ พี่ๆ ตัดสินใจก่อนเป็นอันดับแรกเลยว่า ต้องการจะศึกษาต่อด้วยหลักสูตรภาษาเยอรมัน หรืออังกฤษ เนื่องจากการเตรียมตัวนั้นค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร


เริ่มกันที่ภาษาอังกฤษก่อน เพราะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่ต้องเสียค่าเล่าเรียนด้วย ค่าเล่าเรียนนั้น ก็แตกต่างกันไปตามคณะและมหาวิทยาลัย

การเรียนด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษนั้นไม่ต้องสอบใบวัดระดับภาษา DSH และไม่ต้องเรียนที่ Studienkolleg ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

คือพอจบ ม. หก ปุ๊ป ก็มาเรียนต่อได้เลย ถ้าจบ ป. ตรี มาก็เอาใบจบมาเทียบ แต่ปัญหาก็คือ มันไม่ได้เปิดสอนทุกที่ ส่วนข้อมูลปลีกย่อยอื่นๆ เช่นว่า เปิดที่ไหนบ้าง เตรียมตัวยังไง ต้องมีคะแนนโทเฟลเท่าไหร่ คงต้องเข้าไปดูกันในเวบไซด์ของมหาวิทยาลัยที่สนใจสมัครเข้าเรียน


ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ต้องการเรียนเป็นภาษาเยอรมัน สามารถแบ่งได้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้

  1. เพื่อนๆ ที่จบ ม. หก หรือ เทียบเท่า (เช่น ปวช.)
  2. อันนี้มีทางเดียว ต้องเรียน Studienkolleg สถานเดียว แต่มันก็มีสองแบบอีกคือ Studienkolleg สำหรับ UNI กับสำหรับ FH ข้อแตกต่างคือ ถ้าจบจาก Studienkolleg สำหรับ UNI สามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้ทั้ง UNI และ FH แต่ถ้าจบจาก Studienkolleg สำหรับ FH สามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้เพียงที่ FH อย่างเดียว

    ย้ำ สำหรับเพื่อนๆที่จบ ม. หก ทุกคนจะต้องผ่านการเรียน Studienkolleg ทั้งนั้น

  3. พี่ๆ ที่จบ ป. ตรี มา
  4. แล้วต้องการศึกษาต่อ สิ่งที่พี่จะต้องทำ คือแค่เพียงสอบวัดระดับภาษา DSH หรือ เทียบเท่า เพื่อนำใบรับรองนี้ไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป ในกรณีนี้พี่อาจจะไม่ต้องเข้าเรียนที่ Studienkolleg เพื่อเตรียมสอบ DSH ก็ได้ คือ พี่ก็ไปหาสอบเอาตามโรงเรียนภาษาที่เค้าเปิดให้สอบนั่นแหละ แต่ถ้าให้แนะนำ ผมว่าพี่มาเรียนที่ Studienkolleg ดีกว่า เพราะส่วนใหญ่เค้าจะจัดคอร์สไว้ให้ มันราคาถูก และค่อนข้างได้ผลดีทีเดียว

  5. สำหรับคนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองปี หรือเทียบเท่า
  6. (เช่น อนุปริญญา ปวส. เป็นต้น) สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเยอรมันได้โดยไม่ต้องเข้าเรียน Studienkolleg และสอบ Feststellungsprüfung (ข้อสอบจบของนักเรียน Studienkolleg) แต่ต้องสอบวัดระดับทางภาษาเช่นเดียวกับคนที่จบปริญญาตรีมาแล้ว 
เอาล่ะคราวนี้ก็ต้องตัดสินใจกันอีกทีนึงว่า ใครจะเรียนแบบไหน อังกฤษ รึว่าเยอรมัน ต้องเข้า Studienkolleg รึไม่ เมื่อตัดสินใจแล้ว เราก็จะมาดูกันว่า การที่จะเข้าเรียนที่ Studienkolleg ใครจะต้องเข้าเรียนคอร์สไหน สมัครยังไง เพราะว่า Studienkolleg มันก็มีหลายคอร์สอีก จะว่าไปมันก็คือ สำหรับคณะต่างๆนั่นเอง

คอร์สเรียนเพื่อเตรียมสอบ Feststellungsprüfung ของ Studienkolleg แบ่งตามสาขาวิชา มีดังต่อไปนี้
  • T-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (ยกเว้นชีววิทยา) เรียนและสอบภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์และหรือเคมี

  • M-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ชีววิทยา เรียนและสอบภาษาเยอรมัน ชีววิทยาและหรือเคมี ฟิสิกส์และหรือคณิตศาสตร์

  • W-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย เรียนและสอบภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และหรือบริหารธุรกิจ

  • G-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านภาษาและวรรณคดีเยอรมัน ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย การแสดง เรียนและสอบภาษาเยอรมัน วรรณคดีเยอรมัน ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษาหรือภูมิศาสตร์

  • S-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านอักษรศาสตร์ ยกเว้นภาษาและวรรณคดีเยอรมัน เรียนและสอบ ภาษาเยอรมัน ภาษาต่างประเทศอีกหนึ่งภาษา ประวัติศาสตร์หรือสังคมศึกษาหรือภูมิศาสตร์หรือวรรณคดีเยอรมัน
ทางมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้จัดคอร์สเรียนให้เราเองตามคณะที่เราสมัคร

3.2 จะสมัครเข้า Studienkolleg และ มหาวิทยาลัย ต้องทำอย่างไร?

image [top] image

การสมัครเข้าเรียน Studienkolleg นั้น เพื่อนๆ พี่ๆ ต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่ต้องการจะเรียนก่อน เพราะว่าแต่ละที่และแต่ละคณะนั้นบางทีเปิดรับสมัครไม่พร้อมกัน การสมัครบางที่ไม่เหมือนกัน หากถามว่า Studienkolleg มีที่ไหนบ้าง ผมขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ เข้าไปดูกันที่ http://www.studienkollegs.de/Adressen_STK_DAAD.htm จะมีรายชื่อทั้งหมด พร้อมที่อยู่ และเวบไซต์

ในส่วนนี้คงต้องอธิบายกันละเอียดหน่อย คือมันเป็นอย่างนี้ การสมัครเรียน Studienkolleg นั้น เพื่อนๆ ไม่สามารถสมัครเรียนได้โดยตรง คือ เพื่อนๆ จะทำการสมัครเสมือนกับว่าสมัครเข้ามหาลัยที่ตัวเองอยากเข้า แล้วทีนี้ทางมหาลัยจะส่งเพื่อนๆ ไปสอบเข้า Studienkolleg เอง ส่วนจะเป็น Studienkolleg ที่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าทางมหาวิทยาลัยกับ Studienkolleg ที่เมืองนั้นๆ ตกลงกันไว้ เพราะมันไม่ได้มีทุกเมือง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนเป็นหลัก ยังไม่ต้องสนใจ Studienkolleg มากนักว่าจะเรียนที่ไหนดี

ดังนั้น การสมัครเข้าเรียน Studienkolleg ของนักเรียนที่จบ ม. หก และการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของนักเรียนที่จบปริญญาตรี ก็เหมือนกันนั่นเอง

โอเค เรามาดูหลักฐานที่ต้องสมัครใช้กัน

  1. Deutschkenntnisse หรือ ความรู้ภาษาเยอรมันระดับ Grundstufe 2-3 (ย่อๆ G2-G3...เดี๋ยวนี้มีการจัดชั้นเรียนภาษาเยอรมันระบบใหม่ G2-G3 น่าจะเทียบได้กับ B1) บางที่ต้องการระดับ Mittelstufe 1 (M 1...ระบบใหม่ก็ประมาณ B2) อันนี้ ตอนผมสมัครผมยื่น G2 เค้าก็ตอบรับให้ไปสอบแล้วนะ แต่บางที่ เค้าอยากได้ ZD เลยก็มี ต้องตรวจดูกันอีกที ส่วนที่ไหนเป็นยังไง คงเกินความสามารถจะบอกได้นะครับ เอาเป็นว่า เอาดีที่สุดส่งไปก็แล้วกัน

  2. Transcript อันนี้ ผมลองไปตรวจสอบดู เห็นว่าจะต้องส่งทั้งตัวจริงและที่แปลเป็นภาษาเยอรมันด้วย รึไม่ก็ต้องให้สถานทูตรับรอง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมส่งแบบธรรมดาที่เป็นภาษาอังกฤษ และก็ไม่ได้ให้สถานทูตรับรอง เค้าก็ตอบตกลงนะ

  3. หลักฐานทางการเงิน อันนี้ เพื่อนๆ ก็ไปทำได้ที่ธนาคาร ส่วนจะต้องมีเงินเท่าไหร่นั้น ผมไม่รู้ ทางเยอรมันไม่ได้บอกไว้ เยอะๆ ไว้ก็ดี แต่คงไม่ต้องถึงกับขายบ้าน ขายรถ มาเรียนนะผมว่า

  4. ใบรับรองว่าเราจบจากโรงเรียนมัธยมศึกษาปีที่หก (เกรดสิบสอง) หรือใบรับรองการจบปริญญาตรี อันนี้เพื่อนๆ ต้องไปทำที่กระทรวงศึกษาฯ มันจะเป็นใบแข็งๆ เล็กกว่า เอ สี่ นิดนึง เสียตังค์ค่าทำด้วย

  5. ใบสมัคร อันนี้สำคัญ เค้าจะเรียกว่า Antrag auf Zulassung zum Studium fuer auslaendische Studienbewerber เพื่อนๆ สามารถหา Download ได้ที่ตามหน้าเวบไซต์ของ International Office หรือ Akademisches Auslandsamt (AAA) ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และจะต้องกรอกใบสมัครนี้ส่งไปด้วย ห้ามลืมเด็ดขาด

การส่งใบสมัครนั้น โดยส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ต้องส่งไปที่ Akademisches Auslandsamt ของมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัคร หมดเขตรับสมัครของ Wintersemester คือ วันที่ 15 กรกฎาคม หมดเขตรับสมัครของ Summersemester วันที่ 15 มกราคม ของปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นมา เพื่อนๆ ที่จะสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่ง ในเยอรมันต้องส่งใบสมัครผ่านทางองค์กรที่เรียกว่า uni-assist เท่านั้น สามารถไปดูว่ามหาวิทยาลัยที่จะสมัครอยู่ในกรณีนี้รึเปล่าได้ที่ http://www.uni-assist.de/index.php?id=4&ebene=3&lang=en การสมัครผ่าน uni-assist นั้นเพื่อนๆ สามารถสมัครหลายๆ มหาวิทยาลัยได้พร้อมกัน โดยส่งเอกสารและหลักฐานต่างๆ ไปเพียงชุดเดียว uni-assist จะคิดค่าตรวจเอกสาร 50 Euro สำหรับมหาวิทยาลัยแรก และ 10 Euro สำหรับมหาวิทยาลัยต่อๆ ไป ดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ http://www.uni-assist.de/


คราวนี้ถ้าทางมหาวิทยาลัยตอบรับเราให้ไปสอบ เค้าจะส่งใบตอบรับเรียกว่า Zulassung มาให้ ในใบนั้นก็จะมีตารางสอบ สถานที่สอบ อะไรประมาณนั้น สมมติถ้าเกิดเราสอบติด เพื่อนๆ อย่าเพิ่งทิ้งใบตอบรับนี้ เพราะเราจะต้องใช้มันอีกทีควบคู่กับใบจบจาก Studienkolleg ในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอีกทีนึง
อันนี้สำคัญ คือ

มันมีกฏที่ว่านักเรียนทุกคนมีสิทธิ์สอบเข้า Studienkolleg เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ เข้าใจไว้เลยว่า 2 ครั้งในชีวิตคุณเท่านั้น ไม่ใช่ที่ละ 2 ครั้ง ถ้า 2 ครั้งแล้วยังสอบไม่ติด ก็จะไม่มีสิทธิ์เรียนเลย

ถึงตอนนี้ขอแทรกความเห็นส่วนตัวนิดนึงว่า ตัวผมเองสอบครั้งแรกไม่ติด มาได้เอาครั้งที่สอง แต่คนละที่นะ ตอนที่สอบครั้งที่สองนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าเค้าจะรู้รึเปล่าว่าเราเคยตกมาครั้งนึง ไม่เห็นเค้าตรวจ หรือว่าตรวจแล้วผมไม่รู้ ทำไมผมถึงเน้น ก็เพราะว่า เวลาที่เพื่อนๆ พี่ๆ จะสมัครสอบเนี่ย ถ้าใครจะหว่านใบสมัครทีละหลายๆที่นั้น ขอให้ระวังไว้นิดนึง เช่น ที่แรกไปสอบไม่ติด แล้วดันไปสมัครที่อื่นไว้ด้วย เผอิญไอ้ที่ที่สองนั้น ดันสอบวันใกล้ๆกัน ไม่มีเวลาให้ดูหนังสือเพิ่ม ก็จะต้องมาหนักใจกันอีกว่าจะเอาไงดี จะลองสอบครั้งที่สองต่อเลย รึจะเรียนภาษาอีกสักพัก อันนี้เป็นปัญหาที่พอจะเคยเห็นมา การไม่ไปสอบโดยไม่มีเหตุผลถือเป็นการใช้สิทธิ์สอบด้วยนะครับ

ว่ากันถึงเรื่องข้อสอบเข้า ข้อสอบเข้าไม่ได้มีเฉพาะวิชาภาษาเยอรมัน คือมีสอบเลข และบางที่มีฟิสิกส์ด้วย (คำสั่งและโจทย์ก็เป็นภาษเยอรมันครับ---แน่นอน ฟิสิกส์ นี่ต้องสอบเฉพาะคนที่เรียนสายวิทย์-วิศวะ...อย่าเพิ่งตกใจกันไป) ส่วนจะระดับไหนนั้น เพื่อนๆ คงต้องหาตัวอย่างข้อสอบตามหน้าเวบไซต์ Studienkolleg นั้นๆ ที่เคยให้ไว้นะครับ เพราะแต่ละที่มันก็ต่างกันพอสมควร ส่วนพี่ๆ ที่ต้องการเรียนเพื่อเตรียมสอบ DSH นั้น ข้อสอบเข้ามีแต่วิชาภาษาเยอรมันครับ

นี่ก็สำคัญครับ สมมติว่าเพื่อนๆ เผอิญสอบเข้าครั้งแรกไม่ได้ แล้วมาได้เอาครั้งที่สอง แล้วไอ้ที่ที่สอบได้เนี่ยมันไม่ใช่ที่เราอยากเรียน ก็ไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ เพราะว่า

ถ้าหากเพื่อนๆ จบจาก Studienkolleg ไม่ว่าที่ใดก็ตาม สามารถเอาใบจบไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ

แต่ต้องระวังนิดนึง เพราะบางคณะ บางมหาวิทยาลัยเค้าต้องการดูเกรดด้วยว่าเราเรียนจบมาด้วยเกรดเท่าไหร่

สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่จะมาเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ บางมหาวิทยาลัยก็มี International Department เป็นของตนเอง คอยจัดการเกี่ยวกับการรับสมัครนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ ซึ่งเพื่อนๆ คงต้องเข้าไปดูกันในเวบไซด์ของมหาวิทยาลัย หรือสอบถามไปทาง Akademischer Auslandsamt ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ


3.3 ถึงเวลาเลือกมหาวิทยาลัย...จะเลือกอย่างไรดี?

image [top] image

การเลือกมหาวิทยาลัยนั้น ขอแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกตามความสนใจในตัววิชาที่เพื่อนๆ จะมาเรียนเป็นหลัก เพราะเพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่ามหาวิทยาลัยที่เยอรมันนั้น เค้ามีมาตรฐานเดียวกัน แต่คำว่ามาตรฐานเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องดีเท่าๆ กันในทุกสาขาวิชา วิธีจะดูว่าที่นั้นๆ เค้าเน้นสาขาอะไรบ้าง ก็โดยการเข้าไปดูในเวบไซด์ของคณะที่ต้องการสมัครเข้า ถ้ามีจำนวน Institute และ จำนวนงานวิจัยมากกว่าสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็สามารถบอกได้ว่าที่นั่นเค้าเน้นสาขานั้นๆ นอกจากนี้ บางคณะ บางมหาวิทยาลัย ก็มีตารางเรียนตัวอย่าง (Studienplan) ไว้ให้ ว่าเทอมไหน ต้องหรือควรลงวิชาอะไรบ้าง อันนี้ก็สามารถบอกได้บ้างว่า ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ เค้าสอนสาขาที่เราต้องการมากหรือเปล่า เพื่อนๆ บางคนก็เลือกตาม Ranking ซึ่งเรื่อง Ranking มีคนถามเข้ามามาก เราเลยขอแยกไปตอบในคำถามถัดไปนะคะ

เรามีลิงค์สำหรับให้เข้าไปค้นหามหาวิทยาลัย ที่เปิดสอนหลักสูตรต่างๆ ตามที่เำืพื่อนๆ สนใจมาฝากค่ะ http://www.hrk.de/de/home/home.php มีทั้งภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษให้ได้อ่านกัน

หากเลือกตามมหาวิทยาลัย วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือ การลุยไปดูสถานที่จริงด้วยตัวเอง เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยเค้าจะมีวันเปิดบ้าน หรือ ภาษาเยอรมันเรียกว่า Tag der offenen Tür ซึ่งจะมีการแนะนำมหาวิทยาลัยและคณะต่างๆ เพื่อนๆ สามารถถามคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับการเรียนในสาขาที่เราสนใจ บางที่ก็มีการจัดห้องเรียนจำลองให้เข้าไปฟังกัน ที่สำคัญคือเราจะได้รู้ก่อนล่วงหน้าด้วยว่าตัวมหาวิทยาลัยนั้นๆ เป็นแบบไหน เพราะที่เยอรมัน บางที่ก็เป็น Campus บางที่ตึกเรียนก็กระจายกันไปทั่วเมือง นอกจากนี้ เราก็จะได้ไปดูเมืองนั้นๆ เป็นตัวประกอบช่วยในการตัดสินใจด้วยค่ะ

นอกจากเลือกตามสาขาแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าครองชีพ ค่าเทอม (ตอนนี้ยังแตกต่างกันไม่มาก แต่ในอนาคตอันใกล้ จะมีการเก็บค่าเล่าเรียนในบางรัฐแล้ว) สถานการณ์ในการหาบ้าน หาง่าย หรือ หายาก มีงานให้ทำเยอะมั๊ย คนไทยอยู่เมืองนั้นเยอะหรือเปล่า ภูมิศาสตร์ของเมือง อยู่ใกล้ภูเขา หรือเป็นที่ราบ...เรื่องอย่างนี้ ก็คงต้องเลือกกันตามรสนิยมนะคะ คงจะแนะนำอะไรมากไม่ได้ หากมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในเมืองต่างๆ ก็ลองเขียนมาถามกันที่เวบบบอร์ดค่ะ เผื่อจะมีใครอยู่เมืองนั้นๆ ผ่านมา แล้วเข้ามาตอบให้ นอกจากนี้ เพื่อนๆ ก็อาจเข้าไปอ่านกันได้ในส่วนของ แนะนำเมืองและมหาวิทยาลัย ในเวบไซด์แห่งนี้ด้วย ถึงจะมีไม่ครบทุกเมืองแต่เราก็เขียนโดยเพื่อนๆ นักเรียนไทยที่เรียนในเมืองนั้นๆ...จากประสบการณ์ตรงค่ะ...


3.4 เชื่อ Ranking ไหนดี? เชื่อได้จริงหรือ?

image [top] image

คำถามยอดนิยมคำถามนึงก็คือ มหาวิทยาลัยใดดัง ที่ไหนดี สำหรับวิชานั้น วิชานี้ เราถูกถามมาบ่อยเหมือนกัน เลยอยากจะบอกว่า มันตอบได้ยากมาก เพราะมหาวิทยาลัยที่เยอรมันนั้นมีมาตรฐานไม่ต่างกันมากนัก ที่มหาวิทยาลัยจะดีต่างกันได้ ก็อาจจะต่างกันก็ตรงขนาด ที่ทำให้มีจำนวนวิชาเลือกที่ต่างกัน หรือชื่อเสียงของโพรเฟสเซอร์ที่สอนอยู่ ณ ขณะนั้น
ตัวช่วยที่จะสามารถบอกเราว่าที่นั่น ที่นี่ ดีหรือไม่ อย่างนึงก็น่าจะเป็น Ranking ที่เยอรมันก็มีไอ้ Ranking ที่ว่านี่เหมือนกัน มีหลายสำนักเสียด้วย ซึ่งก็จะใช้ดัชนีย์ชี้วัดที่ต่างกัน ดังนั้นเราขอแนะนำว่า อย่าเพิ่งเชื่อสำนักใดสำนักหนึ่งไปเลย ควรจะดูที่ดัชนีย์ชี้วัดก่อน พูดง่ายๆ คือ ดูว่าเค้าเอาอะไรมาตัดสินให้คะแนนที่เรียนต่างๆ มันก็จะมีอย่างเช่น อุปกรณ์การสอน จำนวนนักเรียนต่อโปรเฟสเซอร์ ระยะเวลาการเรียนโดยเฉลี่ย ฯลฯ

เรามาเริ่มที่สำนักแรกกันเลย คือ ของ CHE (Centrum fuer Hochschulentwicklung หรือ center for higher education development)
การจัดอันดับของสำนักนี้สามารถดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ pdf file นอกจากนั้นยังดูได้จาก http://www.che.de/ โดยจะมีการจัดลำดับมหาวิทยาลัยเกือบทุกวิชา และแยกระหว่าง Universitaet และ Fachhochschule โดยใช้ดัชนีย์ชี้วัดดังนี้

  • การประเมินผลจากนักศึกษา
  • การดูแลที่นักศึกษาได้รับจากคณะ
  • ห้องสมุด
  • ผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ
  • ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
สามารถดูเป็นภาษาอังกฤษได้ที่เว็บไซด์ของ DAAD http://www.daad.de/deutschland/studium/hochschulranking/04690.en.html

 

สำนักต่อมาคือ นิตยสาร Focus เค้าจะจัดอันดับอยู่ทุกปี แล้วก็จะขายหนังสือออกมา โดยที่หนังสือแต่ละเล่มจะเป็นสำหรับสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเลย สำนักนี้เก็บข้อมูลจากนักวิชาการและฝ่ายบุคคลของบริษัทต่างๆ โดยจะใช้ดัชนีย์ชี้วัดดังนี้

  • สัดส่วนระหว่างจำนวนนักศึกษากับผู้สอน 
  • งบประมาณสำหรับการวิจัย ระยะเวลาการศึกษาโดยเฉลี่ย
  • จำนวนการได้รับการอ้างอิงในระดับสากลของผลงานตีพิมพ์ของคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ
  • จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับการจดในปีนั้นๆ
ผลการจัดลำดับของ Focus นี้ จะต้องซื้อหนังสือมาอ่านกันค่ะ ในเว็บไซด์จะต้องจ่ายตังค์ถึงจะอ่านได้ หรือถ้าไม่จ่ายเงินก็จะได้อ่านที่ไม่ละเอียดนัก คือ ไม่ได้แยกเป็นคณะ เป็นสาขาวิชาให้ แต่จะมีลำดับโดยรวมๆ ดูได้ที่นี่ค่ะ http://bildung.focus.msn.de/bildung/bildung/unilisten ออ แต่ว่ามีแต่ภาษาเยอรมันนะคะ

 

สำหรับคนที่จะมาทำวิจัย จะมีอีกสำนักนึงค่ะ ที่จัดลำดับมหาวิทยาลัยในแง่ของการทำวิจัยในระดับสากล คือ Alexander von humbolt Stiftung (Foundation)
นอกจากสำนักที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังจะมีนิตยสารต่างๆ เช่น Spiegel หรือนิตยสารรายสัปดาห์อื่นๆ ที่จัดลำดับ แต่เราไม่อยากจะการันตีว่าน่าเชื่อถือขนาดไหน
ที่น่าสนใจก็คือ พวก Fachzeitschrift หรือก็คือ วารสารเฉพาะทาง เช่น ทางเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ จะมีนิตรยสาร Wirtschaftswoche ซึ่งเค้าจะจัดลำดับมหาวิทยาลัย โดยจะสอบถามจากบริษัทต่างๆ ว่าจะเลือกรับคนที่จบจากที่ไหนเข้าทำงาน หรือดูได้ที่เว็บไซด์นี้ http://www.wiwi-treff.de ซึ่งเป็นเวบไซด์เฉพาะทางด้านเศรษฐศาสตร์ และมันก็จะมีแบบนี้สำหรับสาขาอื่นๆ เช่นกัน

ค่ะ นี่ก็เป็นการแนะนำคร่าวๆ ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ดูการจัดลำดับด้วยเหตุผลด้วยนะคะ อย่าเพิ่งเชื่อทันที ควรจะดูว่าดัชนีย์ที่ให้มาวัดนั้น เราเห็นว่ามันสำคัญมั้ย แล้วอะไรที่เราสนใจ อีกอย่างบางทีมหาวิทยาลัยบางที่ได้คะแนนน้อยมากๆ เพราะเค้าอาจจะไม่ได้ตั้งใจเข้าร่วมการประเมินก็ได้ ยังไงก็ขออวยพรให้เพื่อนๆ เลือกที่เรียน ที่เรียนแล้วมีความสุขที่สุดแล้วกันนะคะ


4 FAQ สำหรับนักเรียน ป.เอก

image [top] image

4.1 ทำปริญญาเอกที่เยอรมันมีลักษณะอย่างไร?
4.2 เลือกโปรเฟสเซอร์อย่างไร ให้ปลอดภัยกับตัวเอง?
4.3 นักศึกษาปริญญาเอกจะประกันสุขภาำพอย่างไร, ที่ไหนดี?

4.1 ทำปริญญาเอกที่เยอรมันมีลักษณะอย่างไร?

image [top] image

การทำปริญญาเอก (ภาษาเยอรมันเรียกว่า Promotion) โดยทั่วไปในประเทศเยอรมัน จะถือว่าผู้ทำปริญญาเอก (Doktorand) ไม่ได้มีสถานภาพเป็นนักเรียน (Student) ดังนั้นการทำปริญญาเอกจึงไม่ถือเป็นการเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป แต่จะถือว่าเป็นการทำงาน (วิจัย)

การทำปริญญาเอกในเยอรมันจำเป็นต้องมีปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. หัวข้อในการทำปริญญาเอก (Promotionsthema)
  2. Professor (Doktorvater)
  3. เวลาที่เพียงพอ
  4. แหล่งเงินทุน (Finanzierung)

ปัจจัยด้านเวลา
ตามสถิติแล้ว จะสำเร็จปริญญาเอกภายใน 4-5 ปี โดยจะมีเพียงประมาณ 4% เท่านั้นที่สามารถจบได้ภายใน 2 ปี และโดยเฉลี่ยแล้ว  การทำปริญญาเอกสายวิทยาศาสตร์จะสามารถจบได้เร็วกว่าสายศิลป์ประมาณครึ่งปี

ปัจจัยด้านภาษา
ภาษาที่ใช้ในการเขียน Dissertation โดยปกติจะใช้ภาษาเยอรมัน แต่ในบางสาขาวิชาอนุโลมให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ ระเบียบเรื่องการใช้ภาษาจะมีกำหนดใว้ใน Promotionsordnung

Promotionsordnung
เป็นกฏระเบียบ ขั้นตอน คุณสมบัติในการทำปริญญาเอก ที่แต่ละคณะในมหาวิทยาลัยนั้นๆ เป็นผู้ออก ซึ่งเนื้อหาจะแตกต่างกันไปตามสาขาวิชาและมหาวิทยาลัย ดังนั้น ข้อมูลสำคัญที่สุดในการทำปริญญาเอกที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ ตั้งแต่เริ่มที่จะทำปริญญาเอก จนกระทั่งสำเร็จปริญญา จะรวบรวมอยู่ใน Promotionsordnung นี้ แต่จะไม่พูดถึงหลักสูตรในการทำปริญญาเอกแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าในการทำปริญญาเอก จะไม่มีหลักสูตรบังคับตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ทำปริญญาเอก (Doktorand) และ Professor

เนื้อหาใน Promotionsordnung เป็นภาษาเยอรมันในแนวภาษากฏหมาย ซึ่งเข้าใจยาก แต่หากไม่ทำความเข้าใจในรายละเอียดให้ดีแล้ว อาจทำให้พลาดขั้นตอนที่สำคัญได้ ดังนั้น ผู้ที่ทำปริญญาเอกจึงควรทำความเข้าใจในเนื้อหาให้ได้เร็วที่สุด


การทำ Promotion แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

Interne Promotion
  • เป็นตำแหน่งที่มีเงินเดือนจากสถาบันนั้นๆ เปรียบได้กับการทำงานอาชีพหนึ่ง
  • ส่วนมากเป็นการทำปริญญาเอกในสายวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นสาขาวิชาที่ต้องมี การทดลองในห้องแล็ป หรือจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการทำงาน
  • ปกติจะใช้เวลาเฉลี่ยนานกว่า เนื่องจากต้องทำงานส่วนรวมให้สถาบันด้วย ซึ่งอาจจะเป็นผลดีในแง่ที่ได้ประสบการณ์ในการทำงานจริง
  • การสมัครจะเหมือนการสมัครงานทั่วไป
    • มีข้อดีคือ จะได้ทำงานใกล้ชิดกับ Professor กว่า และมีเพื่อนร่วมงานในสาขาเดียวกัน

Externe Promotion
  • Professor จะเป็นเหมือนผู้ดูแล หรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัวงานเท่านั้น ไม่มีเงินทุน หรือเงินเดือนให้
  • โดยมากจะเป็นการทำปริญญาเอกในสายศิลป์ เนื่องจากงานเป็นลักษณะอ่านและ วิเคราะห์ฺบทความและผลงานวิจัย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ Doktorand สามารถทำงานนั้นอยู่ที่บ้านก็ได้
  • ต้องหาหรือมีแหล่งเงินทุึนมาด้วยตนเอง
  • มีข้อเสียเปรียบคือ จะทำงานห่างกับ Professor กว่า และอาจไม่มีเพื่อนร่วมงานในสาขาเดียวกัน


หมายเหตุ

  1. ผู้ทำปริญญาเิอก อาจไม่มีสิทธิเลือกหรือกำหนดเิองว่า ต้องการทำ Intern หรือ Extern ไม่ว่าจะมีเงินทุนมาเองแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ Professor หรือข้อกำหนดอื่นๆ ของสถาบัน

  2. การทำปริญญาเอกในเยอรมัน ไม่จำเป็นต้องทำในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่สามารถทำกับสถาบันอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ได้ เช่น Forschungszentrum, Max-Planck-Institut, Fraunhofer-Institut หรือบริษัท Siemens, Bayer เป็นต้น


ข้อสังเกตเพิ่มเติมในการหา Professor

Intern: กรณีนี้ทางสถาบันจะประกาศรับสมัคร Doktorand เพื่อทำวิจัยตามหัวข้อที่กำหนด และมี Professor ดูแลอยู่แล้ว พร้อมมีเงินเดือนให้ จึงมีการแข่งขันสูง ดังนั้น โอกาสของชาวต่างชาติจึงมีน้อยเมื่อเทียบกับชาวเยอรมัน

Extern: การทำ Extern จะไม่มีการประกาศรับสมัครเหมือนกรณี Intern
Doktorand ควรมีหัวข้อที่สนใจไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว และติดต่อหา Professor ที่มีความเชี่ยวชาญตรงกับหัวข้อนั้นๆ และพร้อมจะดูแลงานให้ สำหรับผู้ที่มีทุนมาจากเมืองไทยแล้ว จะมีโอกาสสูงที่ Professor จะยอมรับดูแลงานให้

* ข้อมูลส่วนใหญ่อ้างอิงมาจาก www.doktorandenforum.de



4.2 เลือกโปรเฟสเซอร์อย่างไร ให้ปลอดภัยกับตัวเอง?

image [top] image

สำหรับการเรียนในระดับปริญญาเอก นอกจากจะเลือกในสาขาที่เราต้องการจะเรียนแล้วนั้น ส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยสำหรับในประเทศเยอรมนี คือการเลือกโปรเฟสเซอร์นั่นเอง ซึ่งหลายๆ คนหากไม่ได้เตรียมการและทำการบ้านที่ดีอาจจะประสพกับปัญหาต่างๆ ตามมาเช่น โปรเฟสเซอร์ย้ายที่ทำงาน โปรเฟสเซอร์เกษียณอายุ ทำงานเข้ากับโปรเฟสเซอร์ไม่ได้ ปัญหาตัวอย่างเหล่านี้ล้วนมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของนักศึกษาปริญญาเอก และจะมีส่วนทำให้ตัวเราเองต้องย้ายที่เรียน ต้องหาโปรเฟสเซอร์ใหม่ ต้องเปลี่ยนสาขาวิชาที่จะทำวิจัยในอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือเลวร้ายสุดๆ คือต้องกลับประเทศไทย ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาพื้นฐานบางอย่างก่อนจะเจอกับเพื่อนนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังจะมาเรียนที่ประเทศเยอรมนี ก็ขอนำเสนอวิธีการเลือกโปรเฟสเซอร์โดยคร่าวๆ ว่าจะเลือกโปรเฟสเซอร์อย่างไร ให้อำนวยกับงานปริญญาเอกของเราให้มากที่สุด ซึ่งการเรียนในเยอรมนีนั้น โปรเฟสเซอร์นับว่ามีความสำคัญมากๆ เลยครับ

ก่อนจะมาถึงขั้นตอนของการเลือกโปรเฟสเซอร์นั้น จะขอกล่าวในส่วนของการค้นหาตัวเองก่อนซักนิด เพราะการค้นหาตัวเองนี้ก็นับว่าสำคัญก่อนจะนำไปสู่การเลือกโปรเฟสเซอร์

  1. ศึกษาค้นหาตัวเองว่าต้องการจะเรียนในด้านไหน
  2. และทำวิจัยในด้านไหน ที่สนใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าด้านนี้หล่ะที่สนใจ และพร้อมจะลุยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนเส้นทางในสายปริญญาเอก ซึ่งก่อนจะมาเรียนหากเป็นไปได้ ควรจะมีแนวทางหรือเรื่องวิจัยที่อยากจะทำอยู่บ้างแล้ว จะทำให้ไม่เสียเวลามากในการเริ่มต้นระดับปริญญาเอก

  3. ค้นหาผู้เชี่ยวชาญในด้านที่สนใจจะทำวิจัยด้านนั้นๆ
  4. โดยควรจะค้นให้ทราบมากที่สุด เพื่อให้ทราบว่าแนวทางและทิศทางของการวิจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร และจะเดินอย่างไรสำหรับตัวเรา การค้นหาผู้เชี่ยวชาญนี่ก็คือการค้นหาโปรเฟสเซอร์นั่นเอง ซึ่งอาจจะค้นหาตามที่ทุนของเราระบุว่าจะไปเรียนที่ประเทศไหน หรือว่าเลือกได้ตามที่เราต้องการก่อน เพราะว่าวันหนึ่งเราอาจจะมีโอกาสได้เจอคนที่ทำวิจัยในด้านนั้นๆ โดยการไปร่วมงานประชุมวิชาการก็เป็นได้
การเลือกโปรเฟสเซอร์ ควรพิจารณาสิ่งเบื้องต้นดังต่อไปนี้
  1. อายุของโปรเฟสเซอร์ ณ ปัจจุบัน
  2. และเวลาที่โปรเฟสเซอร์จะยังทำงานเป็นที่ปรึกษาของเรา ควรจะมีมากกว่าจำนวนปีที่เราได้รับทุน เพราะมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ประสพกับปัญหานี้ ที่จะต้องทำให้ต้องค้นหาโปรเฟสเซอร์กันใหม่ แล้วย้ายที่เรียน หรือเปลี่ยนสาขาวิชาเรียน เพราะไม่ได้ทราบว่า โปรเฟสเซอร์กำลังจะเกษียณ หรือไม่ก็เราคาดว่าจะสามารถจบทันในช่วงที่โปรเฟสเซอร์ยังทำงานได้ แต่เราไม่สามารถจบได้ทันตามกำหนด ดังนั้น อายุของโปรเฟสเซอร์ที่แนะนำ ควรจะอยู่ในช่วงที่น้อยกว่า 55 ปี (อันนี้ไม่ได้เป็นกฏเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าโปรเฟสเซอร์จะสามารถให้คำปรึกษาได้กี่ปีด้วย เพราะในเยอรมันเอง โปรเฟสเซอร์บางคนจะสามารถอยู่ได้ถึง 68 ปี) สำหรับโปรเฟสเซอร์อายุน้อย บางครั้งเราก็ต้องพิจารณาด้วย เพราะว่าหากโปรเฟสเซอร์อายุเท่ากับเราบางทีหากไม่มีวุฒิภาวะพอ และเกิดความเห็นไม่ลงรอยกัน อันนี้ก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน

  3. โปรเฟสเซอร์ผ่านการโยกย้ายในการปรับระดับตำแหน่งโปรเฟสเซอร์มาแล้ว
  4. สำหรับโปรเฟสเซอร์ในเยอรมนีนั้น เมื่อจะมีการปรับระดับโปรเฟสเซอร์จะต้องย้ายมหาวิทยาลัยไปอีกที่หนึ่ง ข้อนี้จะส่งผลให้เราไม่ต้องย้ายที่เรียนตามโปรเฟสเซอร์ไปมหาวิทยาลัยใหม่กับโปรเฟสเซอร์ หากเราไม่ย้ายตามไปเราจะต้องหาโปรเฟสเซอร์ใหม่ ยิ่งหากสาขาที่เราต้องจะเรียนนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ไม่มาก ก็ยิ่งมีปัญหาได้ กรณีที่เรามีโปรเฟสเซอร์มากกว่าหนึ่งคน ก็จะอยู่กันคนละที่กัน แต่การเลือกโปรเฟสเซอร์ ให้เน้นโปรเฟสเซอร์คนแรกเอาไว้ก่อน แต่หากเราพร้อมจะย้ายตามโปรเฟสเซอร์ไปแล้วไม่มีผลต่อทุนการศึกษาที่ให้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

  5. จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกในกลุ่มของโปรเฟสเซอร์
  6. ในส่วนนี้จะมีผลต่อการให้คำปรึกษาของโปรเฟสเซอร์ ว่าหากจำนวนโปรเฟสเซอร์มีมากเกินไปแล้วโปรเฟสเซอร์ต้องทำงานบริหารด้วย อาจจะมีเวลาน้อยในการที่เราจะได้อภิปรายปัญหาในการวิจัยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าในกลุ่มเดียวกันมีที่ปรึกษาที่เป็นด๊อกเตอร์ที่สามารถให้คำปรึกษาเราได้ด้วยหรือไม่ หากมีก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะเราอาจจะทำงานกับด๊อกเตอร์ที่ดูแลเราก็ได้ แล้วค่อยเสนองานให้กับโปรเฟสเซอร์ในเวลาที่มีโอกาส แต่หากเราได้มีโอกาสเจอกับโปรเฟสเซอร์บ่อยๆ ก็นับว่าดีมากๆ  แต่โดยหลักๆแล้วการเรียนในเยอรมนีนั้น นักศึกษาปริญญาเอกจะต้องดำเนินวิธีการวิจัยด้วยตัวเอง หากมีปัญหาก็จะไปหาโปรเฟสเซอร์ได้ โดยเน้นให้เราพยายามหาทางออกและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเป็นสำคัญ โปรเฟสเซอร์จะทำหน้าที่เตือนให้เราอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเดินกรณีที่เราเดินหลงทางไป

  7. การเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของโปรเฟสเซอร์
  8. ข้อมูลเหล่านี้สามารถดูได้จาก ข้อมูลของโปรเฟสเซอร์ไม่ว่าจะเป็นรายการผลงานทางวิชาการ รายการได้รับการสนับสนุนทุนจากบริษัทหรือรัฐบาลเยอรมนี ความร่วมมือในการวิจัยกับโปรเฟสเซอร์ต่างสถาบัน ในส่วนนี้ อาจจะมีผลดีที่ทำให้เรามีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกหรือเห็นตัวอย่างการวิจัยที่นำไปใช้ได้จริง ทำให้เรามองภาพของงานวิจัยได้อย่างชัดเจน เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้หลังจากที่เราจบกลับไป

  9. การได้ติดต่อกับโปรเฟสเซอร์ก่อนที่จะมาทำวิจัย
  10. ในส่วนนี้ หากได้มีการรู้จักและติดต่อมาก่อน จะทำให้เรามีกำไรในการชั่งใจว่า การที่ได้มาทำวิจัยกับโปรเฟสเซอร์ท่านนี้ จะมีแนวทางเป็นอย่างไร ในเรื่องความเป็นส่วนตัวด้านความเอาใจใส่ ความเป็นผู้ใหญ่ การให้คำปรึกษา วุฒิภาวะและหลายๆอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโปรเฟสเซอร์จะมีวุฒิภาวะสูงอยู่แล้ว แต่ศึกษาไว้ก็ไม่เสียหาย

  11. กรณีที่เราไม่ได้ทุนการศึกษาติดตัวมาด้วย ก็ควรจะดูความเป็นไปได้ในการจะได้รับการสนับสนุนทุนจากกลุ่มวิจัยของโปรเฟสเซอร์
  12. ด้วย เพราะทุนก็มีผลต่อการเรียนในระดับปริญญาเอกด้วย หรือไม่ว่ากรณีที่เรามีทุนติดตัวมาแล้วเกิดระยะเวลาในการสนับสนุนทุนของเราหมดก่อนจบปริญญา เราอาจจะได้รับทุนจากกลุ่มของโปรเฟสเซอร์ได้ หรือว่าทุนสนับสนุนการเดินทางไปนำเสนอผลงานในงานประชุมวิชาการนานาชาติ

  13. ปัจจัยอื่นๆ
  14. ที่อยู่รอบตัวของโปรเฟสเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของสถาบัน หรือชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ก็สามารถจะพิจารณาได้ หรือบางคนที่เชื่อเรื่องดวงก็อาจจะมีการดูดวงโปรเฟสเซอร์ก่อน อาจจะเป็นเพียงความสบายใจเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนในระดับปริญญาเอกไม่สามารถใช้ไสยศาสตร์ได้ ต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด จึงจะบรรลุผล โปรเฟสเซอร์เป็นเพียงผู้ชี้แนะในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเราเองต้องชี้แนะตัวเราด้วยและปฏิบัติเองเป็นส่วนใหญ่

การที่เราได้เลือกโปรเฟสเซอร์แล้วนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะผ่านกระบวนการไปแล้วด้วยดีนะครับ แต่ทว่าภายหลังจากนั้น เราจะเป็นฝ่ายที่ถูกเลือกบ้าง นั่นคือการพิจารณาตอบรับจากโปรเฟสเซอร์ที่เราได้เลือกไปแล้วนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้ อยู่ที่พื้นฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นสาขาที่เรียนมาและสิ่งที่โปรเฟสเซอร์ทำวิจัยอยู่ว่าจะสามารถแนะนำให้เราได้แค่ไหน ซึ่งเราเองควรจะมีลักษณะงานอยู่ในใจบ้างว่าจะทำอะไรแล้วแจ้งให้ท่านทราบก่อนด้วย โดยอาจจะเขียนประวัติส่วนตัวของเราทางด้านการเรียนและการวิจัย หรือการสอน หากมีประสบการณ์เหล่านั้นมา เราก็อาจจะได้รับการพิจารณาอย่างดี ยิ่งเรามีทุนติดตัวมาด้วยแล้ว จะยิ่งมีโอกาสในการตอบรับสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่เราจะมาเรียนต่อ แต่เมื่อเราได้มาเรียนแล้ว ผ่านกระบวนการตอบรับจากโปรเฟสเซอร์มาแล้ว สิ่งที่เราวาดฝันมาอาจจะสวยหรูกว่าที่คิดหรือว่าอาจจะไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดก็เป็นได้ หลังจากนั้นก็จะเป็นการปรับตัวของเราเองแล้ว เพื่อให้อยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างสุขกายสบายใจ การศึกษาในด้านวัฒนธรรม สังคมที่ต่างจากประเทศไทย ก็มีส่วนในการทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น

สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนโชคดีในการตอบรับจากโปรเฟสเซอร์และประสบผลสำเร็จในการเรียนระดับปริญญาเอก

4.3 นักศึกษาปริญญาเอกจะประกันสุขภาำพอย่างไร, ที่ไหนดี?

image [top]

เนื่องจากผู้เรียนระดับปริญญาเอกไม่ถือว่าเป็น Student แล้ว ลักษณะการประกันสุขภาพจึงค่อนข้างหลากหลายกว่านักเรียนนักศึกษาทั่วไป ทั้งในเรื่องของราึึคาและความครอบคลุมของประกันสุขภาพ

นักศึกษาปริญญาเอกโดยทั่วไป ต้องประกันสุขภาพกับบริษัทประกันของเอกชนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่กำลังทำปริญญาเอก แต่จบปริญญาโทในเยอรมัน มีสิทธิเลือกที่จะประกันกับเอกชนหรือกับรัฐบาลต่อได้

หากเพื่อนๆ ทำประกันฯ กับบริษัทของรัฐบาลจะต้องจ่ายในอัตรา freiwillig หรือแบบสมัครใจ ซึ่งแพงกว่าการประกันสุขภาพของนักศึกษาปริญญาตรี-โทหลายเท่าตัว

การทำประกันแบบ Freiwillig นี้ จะคุ้มค่ากว่าการทำประกันกับเอกชน ใน 2 กรณี คือ
  1. กรณีที่ผู้ทำประกันมีโรคประจำตัวที่่ต้องหาหมอและมีค่ารักษาพยาบาลเป็นประจำ ซึ่งบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะไม่ชดเชยค่าใช้จ่ายให้
  2. กรณีที่ผู้ทำประกันมีคู่สมรสและบุตร เนื่องจากการประกันแบบนี้เสียค่าประกันคนเดียว แต่ครอบคลุมถึงคู่สมรสและบุตรด้วย

ในกรณีที่ผู้ทำประกันไม่มีโรคประจำตัว บริษัทเอกชนที่อยากแนะนำคือ Würzburger Versicherungs-AG (www.auslandsversicherung.de) เพราะครอบคลุมการรักษาขั้นพื้นฐาน และค่าประกันเที่ยบเท่ากับอัตราของรัฐบาล (ประมาณ 50 - 60 ยูโร) นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึง Unfall-/ Haftpflichtversicherung ด้วย

นอกจากนั้นยังมีอีกสามบริษัทที่เสนอการประกันสุขภาพสำหรับนักศึกษาปริญญาเอก ด้วยราคาย่อมเยาคือ

https://portal.versicherungsdienste.de/dsw-studenten-kv/index.html

http://www.care-concept.de/

http://www.educare24.de/

รายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อนๆ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ Tricks and Tipps บทความเรื่อง การประกันสุขภาพให้ประหยัดสำหรับนักเรียนนักศึกษา



[top]

 
เขียนโดย webmaster เมื่อ 2005-10-27
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย nithi เมื่อ 2008-11-24
 




คิดถึงบ้าน ? ตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย ราคาย่อมเยา ที่นี่ค่ะ



Join TSVD Now!

Graphic-Designed by Nipon Juhong-Craemer Copyleft Powered by www.BioLawCom.de       visit: 14121857    time: 12.7 sec |<<back |Home |forward>>|